ติดตามอัพเดทบทความสุขภาพได้ทาง Facebook โดยกดถูกใจ ของช่อง Facebook ทางด้านขวาของเวปไซด์ได้นะครับ

ตั้งแต่เดือน กรกฏาคม 2555 เป็นต้นไป จะทำการอัพเดทความความรู้สุขภาพที่เวปไซด์ใหม่ของเราที่
www.Thaihealthwellness.com
ยังไงก็ติดตามกันไปเยอะๆนะครับ ^^
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อาหารเพื่อสุขภาพ ประโยชน์ของการกินตับ เรามากินตับกันเุถอะ

ไปเที่ยวกันไหม.... จะไปก็รีบไป.....ไปกับพี่แล้วสบาย เด๋วพี่พาไปกินตับ ตับๆๆๆๆๆๆ เมื่อประมานเดือนที่แล้วเพลงนี้เป็นอะไรดังมากๆ สร้างความบันเทิงและกระแสการกินตับอย่างกว้้างขวาง 555 วันนี้จึงหยิบยกประเด็นประโยชน์จากการกินตับมาเล่าให้ฟัง

มากินตับกันเถอะ
ตับนั้นมีประโยชน์มากมาย จัดได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชั้นดีอย่างหนึ่ีงก็ว่าได้ จะเห็นได้ว่าพ่อแม่มักจะให้เด็กเล็กๆทานตับบดเป็นอาหาร อีกทั้งตับยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ตับปิ้ง ตับหวาน ใส่ในผัดผักต่างๆไม่ว่าจะเป็นผัดขิงใส่ตับไก่ เป็นต้น นอกจากนี้ในสุกี้ Mk ยังมีตับขายเลย เอาตับสดมาลวกในหม้อสุกี้เดือดๆให้พอสะดุ้ง หวานอย่าบอกใครเชียว อร่อยขนาดไหนก็ตุ๊กแกยังชอบกินตับเลย ... 5555

ส่วนประกอบส่วนใหญ่ของตับก็จะเป็นโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
นอกจากนี้ตับยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินเอ ช่วยสร้างและบำรุงรักษาผิวหนังและผนังเยื่อจมูก ช่องในลำไส้ ทำให้เนื้อเยื่อในตาแข็งแรง




วิตามิน บี 2 ทำให้ผิวมีสุขภาพดี สายตาดี มองเห็นได้ชัดในที่ที่มีแสงสว่างน้อย
วิตามิน บี 3 ทำให้ผิวหนัง ประสาท และลำไส้มีสุขภาพดี ระบบย่อยเป็นปกติ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิตามิน บี 5 ทำให้ร่างกายนำคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
วิตามิน บี 6 สร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ๆ ให้กับร่างกาย
วิตามิน บี 12 บำรุงประสาทให้แข็งแรง ทำให้สมองทำงานได้ดี ความจำดี และทำให้การสร้างเลือดเป็นปกติ

ที่สำคัญ ตับจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบหมุนเวียนเลือด ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกบิน (Hemoglobin) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดงที่ไว้ใช้จับกับออกซิเจนเพื่อให้ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ดังนั้นผู้ที่เสียเลือดมากเช่นผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน ก็ควรทานตับเพื่อช่วยเสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือดที่เสียไป

แต่ถึงแม้ตับจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากรับประทานมากไปก็ส่งผมเสียได้เช่นกัน อะไรที่มันเกินไปมักจะไม่ดีเสมอเนื่องจากตับเป็นส่วนที่กำจัดสารพิษ ซึ่งอาจจะมีสารพิษตกค้างได้บ้าง นอกจากนี้ ตับไก่ มีสารที่เรียกว่า อะมิโน-พาราเอ็ธฟีนอล (Amino-paraethenol) สารชนิดนี้มีฤทธิ์ต่อ หลอดเลือดแดงในสมองทำให้แข็งตัว ถ้ากินตับไก่มากเกินไป ก็อาจจะทำให้มีอาการของ โรคไมเกรน มีอาการปวดหัวข้างเดียวเป็นเวลานาน จนกระทั่งอาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาบอดข้างเดียวตามมาได้ รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดในสมองโรคความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีอาการปวดหัวข้างเดียวบ่อย ๆ ควรหลีกเลี่ยงการกินตับไก่ และผู้ป่วยที่เป็น thalassemia ที่ได้รับเลือดเป็นประจำไม่ควรกินตับเพราะทำให้เหล็กเกิน ไปสะสมในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ อาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้

ตับเป็นอาหารเพื่อสุขภาพมีประโยชน์ต่อร่างกาย พวกเรามากินตับกันเถอะ แต่ก็ควรปรุงให้สุกก่อนนะครับ ไม่งั้นอาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นปอบได้นะครับ หากบล๊อกและบทความนี้มีประโยชน์ ยังไงก็คอยติดตามบล๊อกสุขภาพของผมในตอนต่อไปด้วยนะครับ

อ่านต่อ..

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

"นมอุ่น" เพื่อสุขภาพที่ดี

นม เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน และ แคลเซี่ยม เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีเราควรดื่มนมอย่างน้อยวันละหนึ่งแก้ว นอกจากนี้นมยังแบ่งได้อีก 2 แบบคือนมจากพืชและนมจากสัตว์ ซึ่งนมทั้งสองแหล่งก็มีคุณสมบัติในด้านคุณค่าสารอาหารแตกต่างกันบ้าง แต่ก็ยังมีประโยชน์ทั้งคู่อยู่ดี

มาดื่มนมกันเถอะ
เมื่อวันก่อนผมได้มีโอกาศอ่านหลังสือที่พูดถึงเรื่องพฤติกรรมการดื่มนม ว่าดื่มอย่างไรถึงจะได้คุณค่ามากที่สุด โดยได้มีการเสนอผลการวิจัยว่า การดื่มนมอุ่นๆ ประมาณ 37 องศาเซลเซียส หรือเท่ากับอุณหภูมิร่างกายของเราเอง จะมีผลดีมากที่สุด เนื่องจาก โปรตีนและแคลเซี่ยมจากนม จะสามารถแตกตัวได้ดีกว่า การดื่มนมเย็น นอกจากนี้ การดื่มนมอุ่นยังส่งผลช่วยในการขยายหลอดเลือดฝอย ส่งผลให้สารอาหารต่างๆที่ลำเลียงผ่านหลอดเลือดเดินทางไปได้ดีขึ้นอีกด้วย

นี่ก็เป็นเคล็ดลับง่ายๆในการดื่มนม ที่บางคนยังไม่รู้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การดื่มนมไม่ว่าจะเป็นนมร้อนหรือเย็นก็เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น เป็นหนทางการดูแลสุขภาพที่ดี อีกทั้งยังช่วยชะลอความแก่อีกด้วย

มาดื่มนม เพื่อคนที่คุณรักกันเถอะ

อ่านต่อ..

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารชะลอความแก่สำหรับผู้หญิง

ผู้หญิงและผู้ชายมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านสริระ และ ไบโอเคมีในร่างกาย เช่น ฮอร์โมน เป็นต้น
วันนี้มีอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคุณผู้หญิงมาฝาก


คุณมีวิถีในการกินอย่างไรคุณก็จะเป็นอย่างนั้น.. แปลอีกอย่างก็คืออาหารที่คุณกินสะท้อนสุขภาพภายในและภายนอกของคุณ....


หากกินอาหาร ที่ไม่ถูกต้อง ต่อให้ใช้ครีมกระปุกละหมื่นก็คงไม่ช่วยอะไรมาก ต่อไปนี้เป็นอาหารที่ บรรดาผู้เชี่ยวชาญจากตะวันแนะนำให้รับประทานเพื่อชะลอความแก่ หรือแก่อย่างมีประสิทธิภาพและแข็งแรง อาหารที่ว่านี้ได้แก่

1.เมล็ดทานตะวัน เพราะว่ามีปริมาณวิตามินอีสูงที่สุดเมื่อเทียบกับอาหารอื่นๆ ซึ่งวิตามินอีเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยให้คนเราดูอ่อนเยาว์เนื่องเพราะมี คุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ

2.ผักโขมและถั่ว เพราะมีสารในการช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวเมื่อเราแก่ อันนี้มีผลการทดลองในผู้ชายและผู้สูงอายุ 400 คนในออสเตรเลียและสวีเดนยืนยัน

3.น้ำองุ่น นอกจากจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ยังช่วยรักษาผิวพรรณให้ยืดหยุ่น เพราะว่ามันเต็มไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

4.มันฝรั่งหวาน การที่เราอยู่กลางแสงแดดมากเกินไป เป็นเหตุให้เราแก่ก่อนวัยอันควร แต่สารเบต้าแคโรทีนในมันฝรั่งหวานรวมทั้งแคร็อท อาจช่วยป้องกันผิวไม่ให้ถูกทำลายจากแสงอุลตร้าไวโอเลต สุดท้าย ให้กินชีส ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ชีสอุดมด้วยแคลเซียม ดังนั้นจะช่วยให้ฟันฟางของคนแก่แข็งแรง และยังช่วยลดปริมาณแบคทีเรียในปาก ทำให้ปากสะอาด (แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้บอกว่ามันจะทำให้อ้วนด้วยหรือเปล่า)

credit จาก : matichon.co.th อ่านต่อ..

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อาหารเพื่อสุขภาพ การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด


กินตามกรุ๊ปเลือด กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมของ Dr.Perer J.D'Adammo ซึ่งได้รับรางวัลแพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยมจากอเมริกา ปี 1990 เขาใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี จนได้ข้อสรุป และเขียนเป็นหนังสือ Eat Right for your Type เขาอธิบายว่า เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน แต่จะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเหนียว และจับเกาะติดเลือดเรียกว่า "เล็คติน" ถ้าการกินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะสมกับเลือดเรา เล็คตินเหล่านั้นยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การสร้างอินซูลิน การเผาผลาญอาหาร และความสมดุลของฮอร์โมน


คุณสุวิมล สุธีโสภณ ต้นตำรับอาหารแนว blood type cuisine ในชื่อ The Third Floor อาคารวีรสุ ถนนวิทยุ เป็นผู้ที่ศึกษา และทดลองกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดมานานกว่า 3 ปี เธอบอกว่ากินแบบนี้ไม่ทรมานตัวเองจนเกินไป ขณะที่กินอาหารแนวอื่น อาจจะทำให้เรารู้สึกเครียดเพราะความอยากกิน แต่วิธีนี้เพียงแต่เรากินของที่ห้ามให้น้อยลง และกินของมีประโยชน์ให้มากขึ้น ซึ่งผลพลอยได้คือน้ำหนักลด โรคปวดตามข้อค่อย ๆ หายไป

หลายคนที่เอาหลักการนี้ไปแล้วลองทำกับข้าวกินเองชมว่า เขาน้ำหนักลดลง ไปกินอาหารนอกบ้านก็ไม่ลำบาก เพราะเราสามารถเอาหลักการกินตามกรุ๊ปเลือดไปปรับใช้ได้

กรุ๊ป A นักมังสวิรัติดี ๆ นี่เอง

คนเลือดกรุ๊ปนี้ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ดี มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็ง กรุ๊ปเอจึงถูกจัดเป็นมังสวิรัติ

อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด
กินปลาอาทิตย์ละ 3-4 ครั้งเพื่อเสริมโปรตีน หลีกเลี่ยงปลาเนื้อขาว เช่น ปลาตาเดียว หรือปลาจะละเม็ด เพราะมีเล็คตินรบกวนระบบการย่อย หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ต่าง ๆ อาจกินได้นิดหน่อย เลือกดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ แทนนมวัว กินไข่ได้บ้างเป็นครั้งคราว บรรดาตระกูลถั่วต่าง ๆ อาทิ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสงที่มีเยื่อหุ้มบาง ๆ และถั่วเหลือง เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปนี้ สามารถกินข้าวกล้องหรือซีเรียลได้วันละ 1-2 ครั้ง ผักทั้งสด และสุกกินแล้วดีโดยเฉพาะหอมหัวใหญ่ และบร็อคโคลี มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง แครอท ฟักทอง ผักโขม และกระเทียม ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน

กินผลไม้แทบทุกชนิด ยกเว้นแตงโม แคนตาลูป มะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม เพราะย่อยยาก พวกชาสมุนไพรจะไปเพิ่มกรดในกระเพาะ ไวน์แดงดื่มได้ แต่ควรเลี่ยงเบียร์ และน้ำอัดลม

กรุ๊ป B อ้วนง่าย

คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ ส่วนใหญ่มีปัญหากับไวรัส และภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระบบประสาทไม่ค่อยดี ชอบปวดตามข้อ ซึ่งไม่ใช่อาการของเกาต์หรือรูมาตอยด์ มีโอกาสเกิดโรคแผลในสมอง (sclerosis) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง

อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด
เนื้อกระต่าย กวาง แกะ ไก่งวง ควรกินปลาน้ำลึก เช่น ปลาหิมะ และปลาเนื้อขาว อย่างปลาจะละเม็ด ปลาตาเดียว หลีกเลี่ยง เนื้อหมู ไก่ หอยเชลล์ กุ้ง ปู หอยแครง เพราะจะรบกวนระบบในร่างกาย สามารถกินนม เนย ไข่ ในปริมาณที่เหมาะสมได้ ข้าวโอ๊ต และข้าวกล้องดีต่อคนเลือดกรุ๊ปนี้ขณะที่แป้งสาลี ถั่วลิสง และโฮลวีท ไม่ดีต่อระบบเผาผลาญของร่างกายทำให้อ้วนและไม่ดีต่อเลือด อาจเป็นสาเหตุของโรคเส้นโลหิตแตกควรลองแป้งสเปลท์ (spelt) ซึ่งเป็นแป้งที่มีคุณค่าทางสารอาหาร และมีไฟเบอร์สูง ผักใบเขียวทุกชนิดกินดีหมด เพราะมีแมกนีเซียมช่วยป้องกันอาการผื่นคัน แต่ถ้าอยู่ระหว่างไดเอ็ทควรหลีกเลี่ยงมะเขือเทศ และข้าวโพด เพราะมีผลต่อการสร้างอินซูลิน และระบบเผาผลาญ

กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ยกเว้น ลูกพลับ ทับทิม และลูกแพร์ ชาสมุนไพรที่ให้ประโยชน์คือ ขิง เปปเปอร์มิ้นต์ โสม ชาเขียว

กรุ๊ป O High Protein

ปัญหาของคนเลือดกรุ๊ปนี้คือ กระเพาะมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อได้ดีกว่าเลือดกรุ๊ปอื่น แต่ระบบการเผาผลาญไม่ค่อยดี ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ค่อยคงที่ จึงทำให้อ้วนง่าย ตามติดมาด้วยปัญหาเลือดแข็งตัวช้า

อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด
เลือกกินเนื้อได้ตามใจชอบ กินอาหารทะเลได้เป็นประจำ เพื่อป้องกันโรคเลือดไม่แข็งตัว และไทรอยด์ แต่ระวังเรื่องไขมันและโคเรสเตอรอลด้วย กินนม เนย ไข่ในปริมาณที่พอเหมาะ ถ้าอยากผอมต้องเลี่ยงแป้งสาลี ข้าวโอ๊ต และบรรดาถั่วต่าง ๆ ผัก กินได้แทบทุกชนิด โดยเฉพาะบร็อคโคลี ผักโขม มีวิตามินเคสูง ช่วยให้เลือดแข็งตัว ส่วนผักตระกูลกะหล่ำควรหลีกเลี่ยงเพราะมีผลต่อไทรอยด์ เห็ดหอมและมะกอกดองทำให้เกิดอาการแพ้ มะเขือยาว และมันฝรั่งทำให้ปวดข้อ

ผลไม้กินได้แทบทุกชนิดโดยเฉพาะตระกูลเกรปฟรุต ตระกูลเบอร์รี่ (ยกเว้นแบล็คเบอร์รี่) ช่วยลดน้ำหนัก ควรเลี่ยงแคนตาลูป มะพร้าว ส้ม และสตรอเบอร์รี่ เพราะมีกรดสูงเกินไป ชา สมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ อาทิเปปเปอร์มินท์ Licorice Tea Parsley ฯลฯ ไม่ควรดื่มเบียร์ ชา กาแฟ เพราะจะเพิ่มกรดในกระเพาะให้หนักเข้าไปอีก

กรุ๊ป AB มังสวิรัติ และคาร์โบไฮเดรต

กรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานระหว่างกรุ๊ปเลือด A กับ B ดังนั้นวิธีการกินที่เหมาะสมกับคนกรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานการกินมังสวิรัติหน่อย ๆ กับการกินแบบกรุ๊ปบี นิด ๆ คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้มีจุดอ่อนเรื่องสุขภาพอยู่ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และกรดในกระเพาะต่ำ

อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด
ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และเต้าหู้ สามารถกินเนื้อแกะ กวาง กระต่าย และไก่งวงได้นิดหน่อย ไม่ควรกินปลาเนื้อขาว และแซลมอนรมควัน เพราะย่อยยากและเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร สามารถกิน นม เนย ไข่ และโยเกิร์ตไขมันต่ำได้ จำพวกข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวไรย์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรงดเว้นการกินถั่วแดง งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ข้าวโพด เพราะจะชะลอการทำงานของอินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงเฉียบพลัน ผักสดกินได้แทบทุกชนิด ช่วยป้องกันมะเร็ง และโรคหัวใจ

ผลไม้กินได้ดีเป็นบางอย่าง อาทิ องุ่น พลัม ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด ส้มโอ ฯลฯ เพราะช่วยสร้างความสมดุลของกรดในเนื้อเยื่อ ไม่ควรกินกล้วย มะม่วง ฝรั่ง ส้ม

โดย : ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย อ่านต่อ..

อาหารเพื่อสุขภาพ ไข่ สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ



ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่ลูกเขย ไข่น้ำ

หลายคนยังคงกลัวการทานไข่ โดยเฉพาะไข่แดง โดยเข้าใจว่าจะไปเพิ่มระดับคอเลสเตอโรลในร่างกาย ทั้งๆ ที่ไข่นี่เองคือสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง






เรารู้ดีว่าไข่ไม่ได้เป็นตัวการเพิ่มคอเลสเตอโรล จากผลการศึกษาครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งในและต่างประเทศ

นักวิจัยไทยพบว่า คนวัยทำงานสุขภาพดีสามารถรับประทานไข่ได้ทุกวัน โดยไม่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลเพิ่มและไม่เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ระบุโคเลสเตอรอลไม่ได้เกิดจากการรับประทานอย่างเดียว หากร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาได้เอง โดยเฉพาะในคนอ้วน

การทดลองในสหรัฐอเมริกาให้คน 24 คนกินไข่วันละ 2 ฟอง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าระดับคอเลสเตอโรลเพิ่มขึ้นเพียง 4% แต่ระดับ HDL ซึ่งเป็นไขมันที่มีประโยชน์หรือไขมันตัวดี เพิ่มขึ้นถึง 10%
การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกนพบว่า การรับประทานไข่ไม่มีส่วนเพิ่มระดับไขมันในเส้นเลือด
นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซี่พบว่า การบริโภคไข่ไม่เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน

สรุปได้ว่า แม้ว่าในไข่ 1 ฟอง จะมีคอเลสเตอโรลอยู่ประมาณ 215 มิลิกรัม แต่การทานไข่ ไม่ทำให้ระดับคอเลสเตอโรลเพิ่มขึ้น อันที่จริงไขมันจากอาหารอื่นๆ ก็มีส่วนน้อยมากในการทำให้คอเลสเตอโรลในร่างกายเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะคอเลสเตอโรลส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยร่างกายของเราเอง โดยการเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลเป็นไขมัน อันเป็นขบวนการสะสมพลังงานไว้ใช้ในคราวจำเป็นของร่างกายนั่นเอง

ทีนี้ เรามาดูว่าไข่มีคุณค่าทางอาหารอะไรบ้าง

คาโรตีนอยดส์ (carotenoids) ในไข่แดงช่วยลดภาวะกล้ามเนื้อเสื่อม และปัญหาสายตาในผู้สูงอายุ

โคไลน์ (choline) ช่วยลดคอเลสเตอโรล เสริมความจำและการเรียนรู้

กรดโฟลิค (folic acid) วีตามินบี6 บี12 ช่วยกำจัดสารโฮโมซิสทีน (homocysteine) ซึ่งถ้ามีมากจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว

สังกะสี ช่วยสร้างเอ็นไซม์กว่า 200 ชนิด ซึ่งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ซัลเฟอร์ ช่วยลดการอักเสบ และขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

แม็กนีเซี่ยม ช่วยแก้อาการไมเกรน

แคลเซี่ยม วิตามินเอ ดี อี เค บีรวม(riboflavin) เหล็ก ไนอะซิน โปตาสเซี่ยม โซเดี่ยม และไขมัน ซึ่งล้วนจำเป็นต่อร่างกาย

สรุปก็คือ ขอให้ทุกท่านอร่อยกับการทาน ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ต้ม ไข่ลวก ได้อย่างสบายใจ
อ่านต่อ..

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อาหารเพื่อสุขภาพ ผักผลไม้ 7 ชนิดที่มีผลต่อสุขภาพของผู้หญิงโดยตรง

อาหารเพื่อสุขภาพ ที่จะมาแนะนำวันนี้เป็นผักผลไม้ที่มีผลต่อสุขภาพของผู้หญิงโดยตรง ซึ่งจะช่วยทั้งเสริมสร้างร่างกาย ดูแลสุขภาพและความงามของคุณผู้หญิง


คนส่วนใหญ่ต่างรู้ประโยชน์ของผลไม้หรือผักว่ามีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย แต่เชื่อไหมว่า ผลไม้บางชนิด มีแร่วิตามินและแร่ธาตุที่พิเศษแตกต่างกันออกไป..มีพืชผักผลไม้อยู่ 7 ชนิด ที่มีผล ‘โดยตรง’ กับสุขภาพของ ‘ผู้หญิง’


ลูกพรุน : เป็นแหล่งโปแตสเซียม เหล็ก และไฟเบอร์ ที่สำคัญพรุนช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด คงความเป็นหนุ่มเป็นสาว คนเรานั้นเมื่อผ่านช่วงสดใสของชีวิตคือวัย 25 ปี ร่างกายจะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันเริ่มเข้าสะสมตามที่ต่างๆ ใบหน้าที่เคยเอิบอิ่มด้วยเลือดฝาดก็เริ่มหมองคล้ำ ผิวพรรณจากสีชมพูระเรื่อก็เริ่มซีดโทรม ธาตุเหล็กที่มีมากในลูกพรุน จะช่วยดูแลเรื่องนี้ ควบคู่กับภาวะที่สตรีต้องสูญเสียเลือดและธาตุเหล็กไปกับประจำเดือนอีกด้วย


ถั่ว : อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก และวิตามินบี นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เมื่อรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ (ซึ่งมีในถั่วมาก) ไฟเบอร์จะเคลือบผิวกระเพาะ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน ความอยากอาหารจะลดลง แต่ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยุ่มากด้วยจึงไม่เหมือนไฟเบอร์อื่นๆ ที่ไม่ให้สารอาหารที่มีคุณค่ากับร่างกาย นั่นทำให้ผู้หญิงรุปร่างดีโดยที่ไม่ขาดสารอาหารด้วย

บรอคโคลี : เป็นแหล่งซีลีเนียมตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณ และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูอ่อนนุ่มมีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว แถมยังช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้

กล้วย : ในกล้วยไข่มีสารเบต้าแคโรทีน ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเราอายุเลย 22 ปีไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมของร่างกายเริ่มมาเยือนช้าๆ ทำให้เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์ผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อร่างกายเสื่อมสภาพ ความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอก็จะลดลงเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นความสามารถในการจำกัดอนุมูลอิสระก็ลดลงอย่างตกใจ ดังนั้นสาวๆ ควรสนใจรับประทานกล้วย โดยเฉพาะกล้วยไข่ให้มากขึ้นก็จะยอดมาก!

ฝรั่ง : เชื่อหรือไม่ว่าฝรั่ง 1 ขีด มีวิตามินซีสูงถึง 180 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีนี้มีบทบาทในการสร้าง ‘คอลลาเจน’ ที่ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ยืดหยุ่น ไม่หย่อนยานก่อนวัย

แอปเปิ้ล : มีสารอาหารที่สำคัญคือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ ‘เพคติน’ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และลดคอเลสเตอรอล ยามใดก็ตามที่หินจนกินช้างหมดตัวได้ กินแอปเปิ้ลสักลูกจะดีกว่ามากๆ เลย (จริงๆ นะ)

ส้ม : แหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติอันอุดม รู้ไหมว่า การรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้อิ่มท้องเร็ว เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียว

credit จาก : 108health.com อ่านต่อ..

อาหารเพื่อสุขภาพ การเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ในปัจจุบัน การดูแลสุขภาพสามารถทำได้ง่ายขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนเนื่องจากมีการสร้างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาในการดูแลสุขภาพตัวเอง

10 ข้อต่อไปนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของส่วนประกอบสำคัญสำหรับตัวต้าน หรือ เสริมอาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ ที่จะช่วยชะลอความแก่ หรือชะลออายุของคุณได้ ยังงัยเราก็ต้องดูแลร่างกายด้วยการบำรุง แล้วก็กินอาหารเสริม อาหารเพื่อสุขภาพให้เพียงพอกับร่างกายด้วยคะ

ส่วนประกอบสำคัญ

1.เป็นโปรตีนที่มีสาร สำคัญ คือ “ไอโซฟลาโวน”
-ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันอาการแก่ก่อนวัย
-ป้องกันการเกิดมะเร็ง ยับยั้งการสร้างเส้นเลือดไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง
-ช่วยปรับระดับฮอร์โมนให้สมดุล สามารลดอาการต่างๆ ของวัยทอง
-ลดอัตราเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน และลดระดับไขมันในเลือด

2.ไฮโดรไลต์ คอลลาเจน
-เสริมสร้างความแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นแก่โครงสร้างผิวชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวกระชับ ลดริ้วรอย
-ลดอาการอักเสบข้องข้อ และเอ็นได้ รวมถึงลดอาการของข้ออักเสบ และข้ออักเสบจากรูมาตอยด์
-สามารช่วยลดน้ำหนักได้

3. ไฟโตสเตอรอล
-มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ
-ต่อต้านการเกิดมะเร็ง
-ลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด ช่วยเพิ่มระบบการไหลเวียนของเลือด
-ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ป้องกันผิวจากการถูกทำร้ายจากแสงแดด จึงช่วยลดอาการแก่ก่อนวัย

4. สังกะสี
-ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
-รักษาสิว
-ลดอาการอักเสบจากโรคข้ออักเสบ เช่นรูมาตอยด์
-ช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศในผู้ชาย รวมถึงรักษาและป้องกันการเป็นหมันในผู้ชาย
-ป้องกันมะเร็ง

5. ซิตรัส ไบโอฟลาวานอยด์ (สารสกัดจากส้ม)วิตามินซี
-มีฤทธิ์เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
-ป้องกันการเกิดมะเร็ง
-ลดอาการแก่ก่อนวัย
-ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์

6.สารสกัดจากกระดูกอ่อนปลาฉลาม ให้สารสกัดสำคัญ ดังนี้
6.1.มิวโคโพลีแซคคาไรด์ ช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดให้ของมะเร็ง , เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และสามารถลดอาการอักเสบของผิวหนังให้ผู้ป่วยโรคผิวหนัง เช่น โรคสะเก็ดเงิน
6.2.กลูโคซามีน , คอลลาเจน และ คอนโดอิทินซัลเฟต ซึ่งสามารถ ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน แก่ผิวและทำให้ผิวพรรณยืดหยุ่น และกระชับ

7. ไลโคปิน (สารสกัดจากมะเขือเทศ)
-มีฤทธิ์เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่า วิตามินอีถึง 100 เท่า
-ป้องกันและลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง
-ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ผิวพรรณสดใส
-ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์

8. วิตามิน อี
-มีฤทธิ์เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการกลาย พันธุ์ของเซลล์อันเป็นสาเหตุของการการเกิดมะเร็ง-เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
-ป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อม
-เสริมสร้างคอลลาเจนให้ผิว

9. โคเอ็นไซม์คิว 10
-มีฤทธิ์เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ถึงระดับดีเอ็นเอจึงช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง
-ช่วยชะลอความแก่
-ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

10. ซีลีเนียม
-ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร, มะเร็งตับ และมะเร็งปอด เป็นต้น
-เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
-ปกป้องผิว และชะลอความแก่ เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว จึงทำให้ผิวดูอ่อนวัย มีน้ำมีนวล และลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้

ถึงอย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้ก็ควร ศึกษาถึงความปลอดภัยต่างๆ รวมถึงต้องควบคู่กับการออกกำลังกาย และรับประทานอาหารหลักอย่างถูกต้องอีกด้วย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการรับรองจาก อย. และ มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งสรรพคุณไม่เวอร์เกินไป เพราะยังไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดที่เป็นยาวิเศษ
credit ส่วนหนึ่งจาก : lifeth.com อ่านต่อ..

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อาหารเพื่อสุขภาพ 10 อาหารเพื่อสุขภาพที่ควรมีติดตู้เย็นไว้

อาหารถือเป็นปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญกับชีวิตเรา ยิ่งปัจจุบันคนทั่วโลกหันมาใส่ใจกับเรื่องสุขภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการหาอาหารเพื่อสุขภาพมารับประทาน การเลือกทานอาหารที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกายจึงกลายเป็นกระแสที่หลายๆ คนทำ โดยเฉพาะในหมู่สาวๆ ที่ต้องดูแลรูปร่างไม่ให้มีไขมันส่วนเกิน ว่าแต่อาหารเพื่อสุขภาพชนิดใดที่สาวๆ ควรมีติดตู้เย็นบ้างเรามีคำตอบมาให้คุณ



"น้ำ" ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต ช่วยทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นไม่อย่างปกติ ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดี หัวใจทำงานปกติและมีประสิทธิภาพแข็งแรงขึ้น รวมทั้งช่วยให้การขับถ่ายของเสียทำงานได้ดี ที่สำคัญยังช่วยให้ผิวชุ่มชื่น โดยน้ำที่เหมาะแก่การดื่มคือน้ำอุณหภูมิปกติ สาวคนไหนอยากสุขภาพดี อย่าลืมดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

"ผัก" เหมาะ มากในยุคเศรษฐกิจพอเพียง ยิ่งถ้าคุณปลูกพืชผักสวนครัวไว้ทานเอง จะได้ทานผักที่สดและปลอดภัยจากสารพิษ แถมประหยัดด้วย คุณประโยชน์ของผักนั้น ถือเป็นอาหารที่มีคุณค่ามาก เพราะมีสารอาหารมากมาย อาทิ วิตามิน เกลือแร่ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ในผักยังมี "ใยพืช" (Fiber) ซึ่งช่วยกระตุ้นลำใส้ให้ทำงานดีขึ้น ทำให้ท้องไม่ผูก ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้

"ไข่ไก่" หากคุณกำลังหาอาหารไว้ติดตู้เย็นสักชนิดที่ทั้งราคาถูกและมีคุณค่าทางอาหาร เราขอแนะนำ "ไข่ไก่" เพราะมีทั้งโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย 9 ชนิด ทั้งยังมีวิตามินกับเกลือแร่อีกหลายชนิด เช่น วิตามินเอ, บี, ดี และ อี ธาตุเหล็ก, สังกะสี, ซีลีเนียม และไอโอดีน ส่วนใครที่เคยเชื่อมาผิดๆ ว่าทานไข่แล้วจะเสี่ยงกับความอ้วนนั้น คุณเข้าใจผิด เพราะโคเลสเตอรอลในไข่แดงมีประมาณ 230 มิลลิกรัมต่อฟอง ซึ่งนับว่าปลอดภัยกว่าการกินเนย แป้ง น้ำตาล และเนื้อสัตว์ติดมันมาก

"นม" ในที่นี้จะเป็นประเภทใดก็ได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นนมวัว นมถั่วเหลือง หรือนมเปรี้ยว เพราะทุกประเภทล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเราต้องอ่านฉลากข้างกล่องหรือขวดให้ดีก่อนจะซื้อมาเก็บไว้ในตู้ เย็นนะคะ เพราะในนมแต่ละยี่ห้อแต่ละสูตรก็จะมีปริมาณน้ำนมและสารปรุงแต่งไม่เท่ากัน สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาในเรื่องระบบย่อยอาหารคุณควรดื่มนมวัว เพราะในนมวัวมีแคลเซียมและโปรตีนซึ่งมีความสมบูรณ์ของกรดอะมิโนดีกว่าโปรตีน จากถั่วเหลือง

"เนื้อปลา" สาวๆ ยุคใหม่หลายคนมองข้ามการทานเนื้อสัตว์ไปเพราะกลัวอ้วน แต่เราว่าคุณจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่หลังจากที่ทราบคุณประโยชน์ของ "เนื้อปลา" เพราะโปรตีนจากเนื้อปลามีไขมันต่ำ ย่อยง่าย และมีสาอาหาร คือ กรดโอเมก้า 3 ซึ่งมีกรด DHA และกรด EPA โดย DHA จะช่วยบำรุงเซลล์สมอง เซลล์ประสาท และเรตินาในดวงตา ส่วนกรด EPA ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอล และลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในร่างกาย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

"ผลไม้รสเปรี้ยว" ต้องย้ำไว้ก่อนว่าเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม , มะม่วง,ฝรั่ง, กีวี่ ,ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพราะผลไม้ประเภทนี้จะมีวิตามินซีสูง (แถมยังปลอดภัยจากความอ้วนกว่าผลไม้รสหวานที่มีน้ำตาลมาก) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของภูมิต้านทานโรค ช่วยลดระดับไขมันที่จะไปพอกพูนเส้นเลือดในร่างกายแล้วทำให้หลอดเลือดอุดตัน ทั้งยังช่วยควบคุมโคเลสเตอรอล และป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ที่สำคัญวิตามินซีททำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเหตุของการเสื่อมของร่างกายอีกด้วย

"โยเกิร์ต" เป็นผลิตภัณฑ์จากนมยอดฮิตที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ โดยใน "โยเกิร์ต" มีวิตามิน ได้แก่ วิตามิน เอ, บี1, บี 2, บี3,บี6, บี12, ดี, อี มีกรดที่ช่วยในการดูดซึมโปรตีน แคลเซียมและเหล็กเข้าสู่ร่างกาย ช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร และระบบการขับถ่าย ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ช่วยบำรุงผิวพรรณ แต่ก่อนซื้อต้องอ่านฉลากให้ดีก่อนว่าในโยเกิร์ตรสและยี่ห้อนั้นๆ มีส่วนประกอบและคุณค่าทางอาหารอะไรบ้าง แนะนำว่าโยเกิร์ตธรรมชาติที่มีน้ำตาลน้อยดีที่สุด

"แอปเปิ้ล" แอปเปิ้ลมีสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด อาทิ สารเบตาแคโรทีน วิตามินซี นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยมาก ซึ่งจะทำหน้าที่ทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น อ้อ ถ้าอยากได้คุณค่าเต็มเปี่ยมแนะนำให้ทานแอปเปิ้ลทั้งเปลือก เพราะเปลือกของแอปเปิ้ลแดง 1 ผลนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่ากับวิตามินซี 820 มิลลิกรัมทีเดียว

"ถั่ว" ถือเป็นโปรตีนจากพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้โปรตีนจากเนื้อสัตว์เชียว ดังนั้นคนที่อยู่ในช่วงทานเจหรือมังสวิรัติแต่ไม่อยากให้ร่างกายขาดโปรตีน ถั่วจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของคุณ ที่สำคัญถั่วยังอุดมไปด้วยวิตามินที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของผิวหนัง ผม การควบคุมความดันโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ไขมันไม่อิ่มตัวในถั่วจะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล ใครที่อยากทานอาหารสุขภาพราคาประหยัดต้องไม่พลาดถั่ว

"ธัญพืช" มื้อเช้าที่เร่งรีบ ถ้าคุณไม่มีเวลาในการเข้าครัวเพื่อทำกับข้าว การมี "ธัญพืช" จำพวกข้าวโพด , ลูกเดือย ,งา ,ข่าวฟ่าง,เมล็ดทานตะวัน, จมูกข้าว, รำจ้าว (ชนิดที่อบกรอบพร้อมทาน) ติดตู้เย็นไว้จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาได้มากทั้งยังดีต่อสุขภาพ โดยในธัญพืชจะมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ต้องใช้เวลาในการย่อย ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทำเกิดเป็นโรคเบาหวานตามมาในภายหลัง (ต่างจากแป้งขัดขาวซึ่งน้ำตาลจะถูกย่อยเร็ว) นอกจากนี้ธัญพืชยังเปี่ยมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และไฟเบอร์

credit จาก: ladytip.com/main/content/view/2964/77/ อ่านต่อ..

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อาหารเพื่อสุขภาพ ผักพื้นบ้านเพื่อสุขภาพ

ผักพื้นบ้านหลายๆชนิดที่เราเห็นกันเป็นประจำตามท้องตลาด เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่หาได้ง่าย และราคาไม่แพงอีกด้วย เป็นอีกทางหนึ่งในการดูแลสุขขภาพด้วยตัวเองที่ง่ายๆ และมีประสิทธิภาพสูง


ปรับธาตุด้วยผักพื้นบ้าน
บรรพบุรุษไทยได้ผสมผสานองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตได้อย่างกลมกลืนเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เช่น การรับประทานอาหาร ได้มีการจัดอาหารตามธาตุเจ้าเรือน จากความหลากหลายของพืชผักและสมุนไพรไทยทำให้อาหารแต่ละพื้นบ้านของไทยจึงมีหลากหลายรสชาติ และสามารถปรับใหม่สอดคล้องกับธาตุจ้าเรือนได้อย่างสอดคล้อง เช่น แกงส้มมีรสเปรี้ยว บำรุงธาตุน้ำ แกงเลียง แกงแค มีรสเผ็ดร้อน บำรุงธาตุลม หรือเมี่ยงคำเป็นอาหารปรับธาตุชั้นหนึ่ง เพราะมีเครื่องปรุงหลายอย่าง เช่น ใบชะพลู มะนาว พริก หอม ขิง มะพร้าว ถั่ว น้ำตาล กุ้งแห้ง สามารถปรุงตามสัดส่วนที่สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือนของแต่ละคน หรือยำผักพื้นบ้าน 4 ธาตุ ที่รวบรวม ผัก4 ธาตุ หลากหลายชนิด

ยำผักพื้นบ้าน 4 ธาตุ
เป็นการนำผักพื้นบ้านแต่ละธาตุ ซึ่งมีหลากหลายรสชาติมารวมกัน คือ
ธาตุดิน รส ฝาด หวาน มัน เค็ม
ธาตุน้ำ รส เปรี้ยว
ธาตุลม รส เผ็ดร้อน
ธาตุไฟ รส ขม เย็น จืด

ทำให้เป็นอาหารปรับธาตุชั้นหนึ่งเช่นเดียวกัน เพราะได้ใส่ผักพื้นบ้านแต่ละธาตุรวมอย่างน้อย 30 ชนิด รสชาติที่ผสมผสานกลมกล่อม และอุดมด้วยสารเส้นใย วิตามินเอ ซี อี แคลเซียม ฯลฯ ซึ่งมีประโยชน์ในการ ช่วยรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ตัวอย่างผักพื้นบ้าน 4 ธาตุที่ใส่ในยำผักพื้นบ้าน

ธาตุดิน
ผักพื้นบ้านสำหรับคนธาตุดิน เป็นผักที่มี รสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น มะขามป้อม สมอไทย ฝรั่ง แครอท ทองหลาง กระโดน ถั่วพู ผักฮาก ฟักทอง ยอดเม็ก ถั่วฝักยาว เป็นต้น

แครอท รสหวาน มีเบต้าแคโรทีน และสารเส้นใยสูง ต้านอนุมูลอิสระ
กระโดน ใบรสฝาด แก้ท้องร่วง สมานลำไส้
ฟักทอง ผล รสหวาน มัน บำรุงร่างกาย เจริญอาหาร มีเบต้าแคโรทีนสูง ต้านอนุมูลอิสระ
ยอดเม็ด รสฝาด แก้ท้อง อืด
ถั่วฝักยาว รสมัน แก้ท้องอืด บำรุงไต

ธาตุน้ำ
ผักพื้นบ้านสำหรับคนธาตุน้ำเป็นผักที่มี รสเปรี้ยว เช่น มะม่วง มะดัน มะกอก ติ้ว มะนาว มะเขือเทศ มะเฟือง ตะลิงปลิง เป็นต้น

มะม่วง ใบ รสเปรี้ยว แก้ระดูเสีย กัดเสมหะ ขับฟอกโลหิต แก้หวัด ระบายท้อง
มะกอก ใบ รสเปรี้ยวอมฝาด แก้โรคธาตุพิการ แก้บิด สารเส้นใบสูง ลดความดันโลหิต และ ไขมันในเลือด
ติ้ว ใบ รสเปรี้ยว มีเบต้าแคโรทีนสูง รักษาโรคไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง โรคหัวใจ
มะนาว ผล รสเปรี้ยว ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด ขับเสมหะ แก้อาการเจ็บคอ

ธาตุลม
ผักพื้นบ้านสำหรับคนธาตุลม เป็นผักที่มี รสเผ็ดร้อน เช่น กะเพรา กระชาย ยี่หร่า โหระพา หูเสือ ชะพลู ข่าอ่อน ผักชีฝรั่ง ผักชีลาว ขิง ตะไคร้ ผักไผ่ ผักคราดหัวแหวน สะระแหน่ เป็นต้น

กะเพรา ใบรสเผ็ดร้อน ขับลม แก้ปวดท้อง แก้คลื่นเหียน อาเจียน มีเบต้าแคโรทีนสูง ต้านอนุมูลอิสระ
กระชาย ราก รสเผ็ดร้อน ขับปัสสาวะ แก้บิดมูกเลือด ลดความดันโลหิต
ยี่หร่า ใบอ่อน รสเผ็ดร้อน ขับลม
โหระพา ใบอ่อน รสเผ็ดร้อน แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ลม วิงเวียน ขับเสมหะ
ชะพลู ใบอ่อน รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับเสมหะ มีวิตามินเอสูง ต้านอนุมูลอิสระ
ข่าอ่อน เหง้าอ่อน รสเผ็ดร้อน แก้ปวดท้อง แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ
ผักชีฝรั่ง ใบอ่อน รสเผ็ดร้อน ขับลม
ขิง เหง้าอ่อน รสเผ็ดร้อน ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน กระตุ้นภูมิ ต้านทาน
ตะไคร้ ทั้งต้น รสเผ็ดร้อน แก้หืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ลดความดันโลหิต ต้านอนุมูลอิสระ
ผักชีลาว ยอดอ่อน รสเผ็ดหอมฉุน แก้ไข้ มีวิตามิน เอ และซีสูง รักษาโรคไขมันในเลือดสูง ความ ดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ต้านอนุมูลอิสระ
ผักไผ่ ใบอ่อน รสเผ็ดร้อน มีวิตามันซีสูง รักษาโรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

ธาตุไฟ
ผักพื้นบ้านสำหรับคนธาตุไฟเป็นผักที่มี รสขม เย็น จืด เช่น มะละกอ บัวบก กะหล่ำปลี ผักเป็ดน้ำ ผักกาดหอม เป็นต้น

มะละกอ ผลดิบ รสจืด ขับลม ขับปัสสาวะ แก้ขัดปัสสาวะ ขับพยาธิ
บัวบก ใบ รสขม มัน รักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ลดความดันโลหิต มีวิตามิน เอ และแคลเซียมสูง ต้านอนุมูลอิสระ
ผักเป็ดน้ำ ยอดอ่อน รสจืดเย็น แก้วัณโรค ไอเป็นเลือด ต้านอนุมูลอิสระ
ผักกาดหอม ใบอ่อน รสเฝื่อนเย็น ช่วยทำให้นอนหลับ แก้ไข้ แก้ไอ ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ
กะหล่ำปลี ใบอ่อน รสจืด ดับพิษ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

วิธีทำยำผักพื้นบ้าน 4 ธาตุ
1. ล้างผักทุกอย่างให้สะอาด แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
2. หั่นหรือซอยผักแต่ละชนิดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ
3. คั่วงาดำ งาขาว โปรตีนเกษตร พริกขี้หนูแห้ง ให้หอม
4. คลุกเคล้าผักแต่ละชนิดให้เข้ากัน โรยงาขาว งาดำ โปรตีนเกษตรที่คั่วแล้ว เติมน้ำยำบีบมะนาว คลุกเคล้าให้เข้กันอีกครั้ง แล้วชิมรสตามชอบ

ส่วนประกอบน้ำยำผัก
น้ำตาลทรายแดง 5 กก.
น้ำสะอาด 4 ลิตร
น้ำมะนาว 3 ขวด
เกลือ 2 ถุง
เนื้อสับปะรดปั่น 1 ลูก

วิธีทำน้ำยำผัก
เคี่ยวน้ำตาลทรายแดง เกลือ เนื้อสับปะรดปั่น น้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชู และน้ำสะอาด ให้เหนียวโดยใช้ไฟแรงพอเดือด แล้วจึงใช้ไฟอ่อน ๆ ประมาณ 3 ชั่วโมง ชิมรสตามชอบ ถ้าชอบรสเผ็ดอาจใส่พริกขี้หนูป่นด้วยก็ได้


credit จาก: ittm.dtam.moph.go.th/data_articles/t3.htm อ่านต่อ..

อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่ทำให้ผิวพรรณสดใส


คุณรู้ไหม ว่าอาหารต่างๆ ที่เรารับประทานกันเป็นประจำ สามารถช่วยให้ผิวพรรณสดชื่น เปล่งปลั่ง และดูอ่อนวัยได้ เพราะอาหารที่ดีกับสุขภาพ จะช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้น และช่วยขับพิษออกจากร่างกาย
วันนี้จะยกตัวอย่างของ อาหารที่ดีเพื่อผิวพรรณผ่องใส มาบอกต่อสำหรับผู้ที่รักและใส่ใจสุขภาพทุกท่าน อย่างแรกก็คือ....


เนื้อปลา เนื้อปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ของร่างกายที่เสื่อมโทรม และยังมีเซเลเนียม ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชราและความเสื่อมของร่างกาย

น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันจากพืชที่แม้จะมีแคลอรี่สูงก็จริง แต่มีข้อดีคือ มีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกายสูง เป็นไขมันชั้นดี ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและที่สำคัญในน้ำมันมะกอกยังประกอบด้วยวิตามินเอ และอี ที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ทำให้ผิวดูอ่อนวัยคงความชุ่มชื้นและเนียนนุ่ม

เมล็ดข้าวและธัญพืช ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ งา นอกจากจะมีวิตามินบีสูงแล้ว ยังมีวิตามินอี ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งจะช่วยสร้างและรักษาความแข็งแรงของเซลล์ มีงานวิจัยระบุว่าวิตามินอี ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และช่วยปกป้องความเสียหายที่เกิดจากมลภาวะให้แก่ผิว

ผักและผลไม้สด ผักสด มีวิตามินเอ ช่วยทำให้ผิวหนังไม่แห้ง และยังสดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอ และยังมีวิตามินซีซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ผิวพรรณของใบหน้าดูเต่งตึง มีความยืดหยุ่น ผักสดและผลไม้ จึงควรเป็นอาหารที่คุณควรบรรจุไว้ในเมนูอาหารทุกมื้อของคุณ ผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ส้ม มะนาว มะเขือเทศสับปะรด ฝรั่ง ส่วนผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอมาก ได้แก่ กล้วย มะละกอ ฟักทอง แครอท

น้ำเปล่า น้ำทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับทุกระบบภายในร่างกาย และหากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้ผิวพรรณไม่สดใส การดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วโตๆ เป็นวิธีที่ทำให้ผิวผ่อง แบบไม่ต้องลงทุนมาก เพราะน้ำจะช่วยรักษาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และยังป้องกันผิวหย่อนยานจากการลดน้ำหนักอย่างอวบฮาบอีกด้วย

นี่เป็นเพียงไม่กี่ชนิดในบรรดาอาหารต่างๆ ที่ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใสดูสดชื่น เพียงแค่รับประทานอาหารมีประโยชน์เหล่านี้ ต่อไปคุณอาจจะไม่ต้องพึ่งผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือเครื่องสำอางค์ทั้งหลาย ให้เปลืองสตางค์กันหรอกค่ะ

credit จาก: BKKMENU.com อ่านต่อ..

อาหารเพื่อสุขภาพ มะระ ขมเป็นยา


มะระ ผักรสขม ที่หลายๆคนไม่ชอบกิน

ทำไมถึงมีรสขม เหตุที่มะระมีรสขม เพราะในมะระมีสารเคมีชนิดหนึ่งชื่อ Momodicine ซึ่ง มีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้อยากอาหาร ขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งรสขมที่แฝงอยู่ในผลมะระยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน โดยเฉพาะผู้มีปัญหาเรื่องท้องผูกเป็นประจำ จึงสมควรที่จะนำมะระมาปรุงอาหารกินบ่อยๆ ซึ่งทั้งมะระจีนและมะระขี้นสามารถนำมาประกอบอาหารได้มากมายหลายชนิด เช่น มะระต้มจืด แกงจืดมะระยัดไส้ มะระผัด ยำมะระสด หรือลวกจิ้มน้ำพริก แถมราคาก็ไม่แพงมาก ตามท้องตลาดโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-30 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจในช่วงๆ นั้น

สำหรับการลดความขมของมะระเพื่อนำมาประกอบอาหารนั้น มีเคล็ดลับว่าก่อนให้นำมะระที่หั่นหรือซอยแล้ว นำไปคลุกกับเกลือทิ้งไว้สักครู่ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือ เวลาต้มมะระยัดไส้ ให้เปิดฝาหม้อไว้จนเดือด จะช่วยลดความขมในมะระได้เป็๋นอย่างดี

แม้ มะระ จะขึ้นชื่อลือชาเรื่องความขมจนติดลิ้น แต่ก็มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะในมะระมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของกระดูกและฟัน ช่วยให้เลือดแข็งตัว มีฟอสฟอรัสซึ่งทำงาน ซึ่งทำงานสัมพันธ์กับแคลเซียมในการบำรุงกระดูกและฟัน บำรุงสมอง กล้ามเนื้อ วิตามินซีที่ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโลกและปกป้องเซลล์จากการทำลายของสารก่อมะเร็ง

นอกจากนั้นส่วนๆ ของต้นมะระยังเป็นพืชผักสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาอีกหลายประการ เช่น ใบสดใช้ต้มดื่มเพื่อบรรเทาอาการหวัด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ ลดการบวมหรือฟกช้ำตามร่างกาย และสามารถใช้ทาแก้อาหารผื่นคันได้ด้วย ส่วนผลมะระเมื่อสุก คั้นเอาแต่น้ำ ใช้ทาหน้าเพื่อแก้อาการสิวอักเสบ ผลดิบ ลวกกินกับน้ำพริก แก้อาการปวดเข่าในผู้สูงอายุ หรือแม้แต่เมล็ดมะระก็มีคุณสมบัติในการปรับธาตุในร่างกายให้เกิดความสมดุล รากสดของมะระใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไข้ และบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวารได้ด้วย

ถึงมะระจะมีรสชาติขม แต่มะระก็ได้รับความนิยมจากคนรักสุขภาพนำผลสดๆ มาคั้นเป็นน้ำดื่ม เพราะน้ำที่ได้จากผลมะระมีสรรพคุณในการช่วยฟอกเลือดและกระตุ้นการทำงานของ ตับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำตาลในเลือดและเพิ่มอินซูลินตามธรรมชาติให้ กับร่างกาย เหตุนี้น้ำมะระจึงเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานอย่างยิ่ง

ในการเลือกซื้อมะระมาทำอาหารแต่ละครั้งนั้น ถ้าไม่อยากได้มะระแก่ไปทำอาหาร ควร สังเกตที่หนามของมะระถ้าหนามมีลักษณะแข็ง แสดง ว่ามะระนั้นแก่เต็มที่ ไม่ควรซื้อเพราะจะมีรสขมมาก แต่ถ้าหนามมีลักษณะอ่อนนิ่ม แสดงว่าเป็นมะระอายุน้อยและไม่ขม สามารถนำมาประกอบอาหารได้

เมนูแนะนำ
นำมะระขี้นกแก่ประมาณ 10 ลูก ล้างให้สะอาด โขลกทั้งเม็ดให้ละเอียด ใช้ผ้าขาวบาง
คั้นเอาแต่น้ำ ผสมเหล้าขาว 3 ช้อนชา รับประทานวันละ 1 ครั้งติดต่อกัน 1 สัปดาห์ อาการจะดีขึ้น

credit จาก vcharkarn.com/varticle/40072 อ่านต่อ..