ติดตามอัพเดทบทความสุขภาพได้ทาง Facebook โดยกดถูกใจ ของช่อง Facebook ทางด้านขวาของเวปไซด์ได้นะครับ

ตั้งแต่เดือน กรกฏาคม 2555 เป็นต้นไป จะทำการอัพเดทความความรู้สุขภาพที่เวปไซด์ใหม่ของเราที่
www.Thaihealthwellness.com
ยังไงก็ติดตามกันไปเยอะๆนะครับ ^^

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Smartphone Face ภัยจากเทคโนโลยีใกล้ตัว

สวัสดีครับ เนื่องจากผมจะอัพเดทบทความในเวปไซด์ใหม่ บล๊อกนี้จะเป็นบล๊อกที่เอาไว้อัพเดทเรื่องราวต่างที่ๆผมได้เขียนไว้ในเวปไซด์ใหม่ วันนี้จะมาเล่าเรื่อง โรค Smartphone Face ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถติดตามเรื่องราวของโรค Smartphone Face ได้จากลิ้งนี้นะครับ Smartphone Face ภัยจากเทคโนโลยีใกล้ตัว อ่านต่อ..

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

ทำไมกินน้ำเย็นถึงไม่ดี?


วันนี้มาอัพเดทเวปหลังจากไม่ค่อยมีเวลามาอัพเดทเลยครับ พอดีมีคนใกล้ตัวสงสัยขึ้นมาว่า "ทำไมการดื่มน้ำเย็นถึงเป็นอันตราย"

อากาศเมืองไทยมันร้อนเนอะ เวลาทานข้าวก็ข้าวก็อยากจะทานน้ำเย็นๆ เพื่อดับกระหาย แต่การดื่มน้ำเย็นมันก็มีผลเสียต่อร่างกายจริงๆสาเหตุหลักๆก็เพราะ ร่างกายของคนเรามีอุณหภูิมิที่เหมาะสมอยู่ที่ 32 องศาเซลเซียส แต่น้ำเย็นอุณภูมิมันต้องต่ำกว่า 32 องศาแน่ๆ ไม่งั้นเราคงไม่รู้สึกเย็นหรอก


ทีนี้ในระบบการย่อยอาหารของคนเราเนี่ย จะมีการหลั่งสารคัดหลั่งออกมาจำพวกเอ็นไซม์เพื่อย่อยอาหาร ซึ่งสารเหล่าเนี่ยะ มันออกแบบออกมาให้ทำงานได้ดีกับอุณหภูมิปกติของร่างกายของเรา ซึ่งอุณหภูมิต่ำๆเนี่ย มันดันไปลด activity(การทำงาน)ของเอนไซม์ที่จะมาย่อยอาหารเหล่านี้ทำให้การย่อยไม่ดี นอกจากนี้ในระบบทางเดินอาหารของเราเนี่ยยังประกอบด้วยกล้ามเนื้อต่างๆอีกด้วย กล้ามเนื้อพวกนี้ถ้าได้รับความเย็นจากน้ำเย็นๆก็จะทำให้เกิดอาการชา (เหมือนเวลาหน้าหนาวที่อากาศหนาวจัดๆปลายนิ้วมือนิ้วเท้าจะชาๆ จากความเย็น)และทำให้เกิดการบีบตัว คลุกเคล้าอาหารที่จะทำการย่อยได้ไม่ดีก็เป็นปัญหาในระบบทางเดินอาหารอีกเช่นกัน

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ ระบบการย่อยไม่ดี และอาจทำให้เกิดเป็นโรคกรดไหลย้อนได้อีกด้วย

ดังนั้น พวกเราทั้งหลาย ก็ดื่มน้ำเย็นให้มันน้อยๆลงซักนิด เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ผมก็กินน้ำเย็นอยู่บ้างนะ ของอย่างงี้มันห้ามกันยากเนอะ เอาเป็นว่าคราวหน้าผมจะมาอัพเืดทบทความใหม่ๆ บ่อยๆนะครับ ขอบคุณที่ติดตามกันทุกคนครับ

อ่านต่อ..

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

มะเร็งตับอ่อน โรคร้ายที่คร่า Steve Job CEO ผู้ประสบความสำเร็จอันดับต้นๆของโลก

Steve Job CEO ผู้ประสบความสำเร็จอันดับต้นๆของโลก
เสียชีวิตจากโรคมะเร็งในตับอ่อน
หลายคนคงทราบข่าวการเสียชีวิตของ Steve Job CEO บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าตระกูล I ต่างๆไม่ว่าจะเป็น Ipod Iphone Ipad ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับในวัย 56 ปีในวันที่ 6 ตุลาคม 2554 ด้วยสาเหตุจากโรคมะเร็งในตับอ่อน ซึ่งเป็นโรคที่ผมจะมาแนะนำ ในวันนี้

ก่อนอื่นเรามารู้จักกับตับอ่อนกันก่อน ตับอ่อนคือ อวัยวะในช่องท้องส่วนบน จะอยู่แถวๆหลังกระเพาะอาหาร โดยตับอ่อนจะประกอบด้วยต่อมีท่อ และต่อมไร้ท่อ ตับอ่อนจะมีหน้าที่ ในการสร้างน้ำย่อยแล้วหลั่งไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยอาหารประเภท ไขมัน โปรตีน และ คาร์โบไฮเดรต  และนอกจากนี้ยังเป็นที่สร้างฮอร์โมนอินซูลินและกลูคากอน ซึ่งมาหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลของร่างกายเราอีกด้วย


รูปแสดงตับอ่อน จะอยู่ด้านหลังของกระเพาะอาหาร

ลักษณะของมะเร็งตับอ่อน
จะมี 2 แบบคือ 1. เกิดที่ต่อมมีท่อ และ 2. เกิดที่ต่อมไร้ท่อ โดยมะเร็งตับอ่อนในต่อมมีท่อจะพบได้บ่อยกว่า มะเร็งตับอ่อนในต่อมไร้ท่อ โดยในกรณีของ สตีฟ จ๊อบ จะเป็นในต่อมไร้ท่อ

อาการของโรคมะเร็งตับอ่อน
อาการจะแสดงออกมาได้หลายอย่าง เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ที่เกิดจากการคั่งของสารบิลิรูบีน (bilirubin) ที่สร้างจากตับอ่อน อาการปวดท้องร้าวไปทางด้านหลัง น้ำหนักลด มีปัญหาในระบบย่อยอาหาร โดยจะย่อยพวกไขมันไม่ดี ทำให้อุจาระมีสีซีด ปนไขมัน ถุงน้ำดีบวม และมีอาการเบาหวานเกิดขึ้น

สาเหตุของโรคมะเร็งตับอ่อน
สาเหตุของโรคนี้ยังไม่แน่ชัดมาก แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งตับอ่อนได้เพิ่มขึ้นเช่น
1. การสูบบุหรี่ พบในคนสูบบุหรี่มากกว่าคนไม่สูบ 3 เท่า
2. กรรมพันธ์ หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้โอกาสเสี่ยงก็มีมากขึ้น
3. อายุ พบในวัย 50 ปีขึ้นไปมากกว่า
4. เพศ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
5. สารเคมี พบในผู้ที่ใช้สารเคมีอย่างหนักในการทำงานเช่น ยาฆ่าแมลง
6. ตับแข็ง คนที่เป็นโรคตับแข็งเนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก จะมีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนสูง


วิธีการรักษาโรคมะเร็งตับอ่อน
ไปหาหมอครับ เดี๋ยวหมอจะรักษาให้เอง เรารักษาเองไม่ได้แน่ๆ และห้ามไปหาหมอผี แม่หมอหรือผู้มีอาคมนะครับ จะเสียโอกาสในการรักษาแน่ๆ นอกจากนี้ผมก็ไม่มีความรู้วิธีการรักษาด้วยแต่เราสามารถ ลดความเสี่ยงป้องกันการเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนได้

วิธีป้องกันการเป็นมะเร็งตับอ่อน
1. ดูแลสุขภาพ ในการทานอาหาร และการดำเนินชีวิต
2. ลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ กาีรใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
4. หากพบอาการที่น่าสงสัย รีบไปหาหมอ เพราะมีโอกาสรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ หากเป็นในระยะเริ่มต้น
5. ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และควรเพิ่มความถี่เมื่อมีอายุมากขึ้น

จากกรณีของ สตีฟ จ๊อบ ซึ่งพบว่าเป็นมะเร็งในระยะที่ลุกลามแล้ว ทำให้ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับโรคร้าย แม้ว่าจะรวยล้นฟ้าก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ดังนั้น สุขภาพดี ซื้อไม่ได้ ต้องดูแลและปฏิบัติด้วยตัวเองครับ ^^
อ่านต่อ..

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โรคกรดไหลย้อน อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

โรคกรดไหลย้อน

สวัสดีครับ ยังไม่ค่อยมีเวลาอัพบทความอีกแล้ว ด้วยเหตุผลทางสุขภาพกับโรคที่กำลังจะพูดถึง นั่นก็คือ "โรคกรดไหลย้อน"

โรคกรดไหลย้อน จะเป็นการที่กรดในกระเพาะอาหารที่ร่างกายของเราหลั่งออกมาเพื่อย่อยอาหารที่เราทานเข้าไป เกิดไหลย้อนออกมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งมีความบอบบางไม่ถึงบึกบึนเหมือนกระเพาะอาหาร หลอดอาหารเมื่อโดนกรดก็จะเกิดการอักเสบปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกหรือมีอาหารปวดท้องร่วมด้วย ใครไม่เคยเป็นคงไม่รู้ถึงความทรมาน T^T

สาเหตุของการเกิดกรดไหลย้อน เกิดจากการที่หูรูดที่ปิดระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารหรือ Sphincter พังเอ้ยเสื่อมไม่ว่าด้วยสาเหตุใด กรดจึงสามารถย้อนมาที่หลอดอาหาร ทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบ บางครั้งอาจลามไปถึง กล่องเสียงและคอได้ด้วย


อาการของโรคกรดไหลย้อน คนเป็นโรคกรดไหลย้่อนมักจะปวดแสบปวดร้อน บริเวณหน้าอก เวลาทานอาหารก็กลืนลำบากและรู้สึกเจ็บ จะรู้สึกรสขมของน้ำดีหรือ รสเปรี้ยวของกรดในปากในคอ จุกเสียดแน่นหน้าอกเหมือนอาหารไม่ย่อย เรอและคลื่นใส้บ่อยๆ หากกรดย้อนมาที่คอ จะทำให้เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน ไอเรื้อรัง เป็นต้น

วิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อน
การรักษาก็ต้องไปหาหมอ และทำตามที่หมอบอกเหอะ ครับ งานรักษาเป็นงานของหมอ เรารักษาเองไม่ได้แน่ๆ เหอะๆ รายที่เป็นหนักๆต้องผ่าตัดเลยทีเดียว แต่!! เราสามารถป้องกันได้ง่ายๆ โดย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆ

วิธีการป้องกันง่ายๆ ไม่ให้เป็นกรดไหลย้อน
1. หลีกเลี่ยงทานอาหารมื้อใหญ่ แต่เปลี่ยนมาทานมื้อเล็กๆ หลายๆมื้อแทน ทำให้น้ำย่อยไม่หลั่งมากเกินไป

2. ทานมื้อค่ำให้เร็วขึ้นอีกนิด ไม่นอนทันทีหลังทานอาหาร เวลาเราอยู่ในท่านอนหลังทานอาหาร จะทำให้เกิดการไหลย้อนของกรดได้มากขึ้น

3. ลดเครียด ความเครียดทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรด มากขึ้นและไม่เป็นเวลา เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกระเพาะด้วย

4. นอนหัวสูงอีกนิด เอียงที่นอนด้านหัว ให้สูงกว่า ด้านเท้า 6 - 8 นิ้ว (เอียงทั้งตัวนะครับ ไม่ใช้หนุนแต่หัว)

5. งด แอลกอฮอล์ บุหรี่ และ น้ำอัดลม นี่ก็เป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิดการหลั่งน้ำย่อย

6. ไม่สวมเสื้อผ้าคับเกิดไป เสื้อผ้าที่มันรัดๆ นอกจากจะอึดอัดแล้ว อาจจะทำให้กรดไหลย้อนได้เนื่องจากแรงดันอีกด้วย

วิธีง่ายๆ แต่ทำให้ห่างไกลจากโรคกรดไหลย้อนได้ ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะครับ ปีนี้ประเทศไทยเจอน้ำท่วมใหญ่ แล้ว คาดว่าจะหนาวมากอีกด้วย เนื่องจากปีไหนน้ำมากมักจะหนาวมากอีกเช่นกัน แล้วจะมาพูดถึงวิธีดูแลตัวเองในหน้าหนาวนะครับ ^^
อ่านต่อ..

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วิธีการดูแลสุขภาพดวงตาง่ายๆ

ดวงตา เป็นหน้าต่างของใจ และเป็นอวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย คราวก่อนเราแนะนำเรื่องการเลือกแว่นกันแดด ให้มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว คราวนี้จะมาพูดถึงการปฏิบัติและการดูแลสุขภาพดวงตาของเรา

การดูแลสุขภาพดวงตา

ปัจจุบันนี้เราแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการใช้สายตากับคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรทัศน์ต่างๆ ยิ่งคนทำงานออฟฟิต หรือสายงานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่ต้องจ้องหน้าจอคอมเป็นเวลานานๆ มักจะมีอาการปวดล้าสายตา ดังนั้นเราจึงควรดูแลและถนอมสายตาของเรา ซึ่งเป็นวิธีการง่ายๆได้ดังนี้


1. ใช้น้ำเย็นประคบดวงตายามเช้า ปกติเราตื่นมาก็ต้องล้างหน้าอยู่แล้ว เอาใจใส่ดวงตาของเราอีกซักนิดโดยการเอาน้ำเย็นมาประคบที่เปลือกตาซักครู่ จะช่วยให้ดวงตาของเรารู้สึกสดชื่นขึ้น และไม่ควรขยี้ตาหรือล้างหน้าแรงๆนะครับ

2. เลือกใช้แว่นกันแดดที่เหมาะสม อ่านได้จากโพสที่แล้วนะครับ การเลือกแว่นกันแดดเพื่อสุขภาพดวงตา






3.ไม่ควรมองจอคอมพิวเตอร์หรือทีวีเป็นเวลานาน หากจำเป็นต้องทำงานติดต่อกัน ควรพักสายตาเป็นเวลา 5-10 นาที ทุกๆชั่วโมง

4. กระพริบตาบ่อยๆ การกระพริบตา จะช่วยให้ดวงตาหลั่งน้ำตาออกมาเพื่อชะโลมดวงตาไม่ให้แห้ง และช่วยลดการระคายเคืองของดวงตาอีกด้วย

5. ถอดคอนแทคเลนส์ทุกครั้งก่อนนอน ดวงตาจะรับออกซิเจนทางผิวของดวงตา ดังนั้นไม่ควรสวมคอนเทคเลนส์เป็นเวลานาน หรือ ควรถอดก่อนนอน เพื่อเพิ่มการรับออกซิเจนของดวงตาและลดการระคายเคือง

6.ประคบเปลือกตาด้วยน้ำอุ่นก่อนนอน หากมีเวลา ก่อนนอนควรนำสำลีหรือผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นประคบที่เปลือกตาก่อนนอน จะช่วยให้ดวงตาผ่อนคลายและกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดบริเวณเปลือกตา

6 วิธีนี้เป็นวิธีง่ายๆในการดูแลสุขภาพดวงตา เรามีดวงตาเพียงแค่คู่เดียวเท่านั้น รักษาให้ดีๆนะครับ

ยังไงก็ติดติดตามบทความต่างๆเรื่องการชะลอความแก่และการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง ได้ที่บล๊อกนี้นะครับ
อ่านต่อ..

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การเลือกแว่นกันแดด เพื่อสุขภาพของดวงตา

การเลือกแว่นตากันแดด เพื่อสุขภาพของดวงตา
การเลือกแว่นกันแดด เพื่อสุขภาพของดวงตา
ดวงตาของเราเป็นอวัยวะที่มีความบอบบางอย่างมาก และยังเป็นอวัยวะที่สำคัญอีกต่างหาก ไม่เชื่อลองเอาผ้าปิดตาทั้งวันดูสิ รับรองว่าต้องมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเราแน่ๆ ดวงตาเป็นอวัยวะที่เราต้องใช้เกือบตลอดเวลาโดยเฉพาะตอนกลางวัน ดวงตาจะต้องรับรังสีจากทั้งแสงแดด ซึ่งมีรังสี UV ที่สามารถทำลายเนื้อเยื่อดวงตาได้ ดังนั้น การเลือกแว่นกันแดด เพื่อปกป้องดวงตาของเราจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ วันนี้เลยจะมาเล่าเรื่องการเลือกแว่นกันแดดให้ฟังกัน

1. แว่นกันแดดควรมีเครื่องหมาย UV สิ่งสำคัญอันดับแรกของการเลือกแว่นกันแดดคือ ความสามารถในการป้องกันรังสี UV เนื่องจากรังสี UV สามารถทำลายเนื้อเยื่อของดวงตาเราได้ เป็นสาเหตุของการเป็นโรคต้อต่างๆเช่น ต้อหิน ต้อกระจก เป็นต้น หากแว่นไม่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ ก็คงเป็นแค่แว่นที่ใส่เอาเท่ ไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่





2. ควรเป็นแว่นที่ตัดแสงสะท้อนได้ หรือ แว่นโพลาไรซ์เนื่องจากแว่นตาทิ่มีเลนส์ทำจากวัสดุต่างๆ เช่น แก้ว หรือ พลาสติกต่างๆ เวลาใส่จะทำให้เห็นแสงสะท้อนได้ เช่น แสงสะท้อนบนถนน เป็นต้น แสงสะท้อนเหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ วิธีเช็คว่ามันเป็นโพลาไรซ์แท้ ก็คือ เอาแว่น ส่องไปบนผิวสะท้อนแสง ที่เป็นอโลหะ เช่น ถนน หรือพลาสติกเมื่อหมุนไปถึงองศาที่เหมาะสม แสงสะท้อนจากอโลหะนั้นจะลดวูบลงนี่คือโพลาไรซ์ของแท้ แต่โพลาไรซ์มันก็มีหลายเกรด ลดแสงสะท้อนได้มาก ก็ราคาสูงขึ้นมาหน่อย ลดแสงได้น้อย ก็จะถูกหน่อย แต่เทคโนโลยีและราคา ต่างกันไม่มากหรอก

3.สีของเลนส์แว่น สีของเลนส์แว่น มีผลต่อการทำให้มองสิ่งต่างๆผิดเพี้ยน ซึ่งหากอาจเป็นอันตรายเพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย (พวกสัญญานไฟจราจรเป็นต้น) สีที่ควรเลือกคือ สีน้ำตาล(ชา) หรือสีออกดำๆ เพราะทำให้เกิดการผิดเพี้ยนของสีน้อยสีสุด ส่วนสีที่ไม่แนะนำคือ สีเขียวและสีน้ำเงิน

4.ขนาดของกรอบ เป็นสิ่งหายากที่นักวิทยาศาสตร์สุขภาพ กับ แฟชั่นนิส จะเห็นตรงกันคือ การเลือกกรอบแว่นควรเลือกกรอบใหญ่ๆเข้าไว้ เพราะ กรอบใหญ่ๆ จะทำให้มีพื้นที่ปกป้องผิวรอบดวงตาจา่กรังสี UV ด้วย ยิ่งตอนนี้ แฟชั่นเด็กเนิร์ด กำลังมาแรง หามาใส่สักอันคงจะดีมิน้อย

ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญของเรา ยังไงก็ดูแลรักษาดวงตาให้ดีๆนะครับ ^^ คราวหน้าจะมาแบ่งปันความรู้เรื่องสุขภาพเรื่องไหน ติดตามชมกันนะครับ ^^
อ่านต่อ..

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อาหารเพื่อสุขภาพ ประโยชน์ของการกินตับ เรามากินตับกันเุถอะ

ไปเที่ยวกันไหม.... จะไปก็รีบไป.....ไปกับพี่แล้วสบาย เด๋วพี่พาไปกินตับ ตับๆๆๆๆๆๆ เมื่อประมานเดือนที่แล้วเพลงนี้เป็นอะไรดังมากๆ สร้างความบันเทิงและกระแสการกินตับอย่างกว้้างขวาง 555 วันนี้จึงหยิบยกประเด็นประโยชน์จากการกินตับมาเล่าให้ฟัง

มากินตับกันเถอะ
ตับนั้นมีประโยชน์มากมาย จัดได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชั้นดีอย่างหนึ่ีงก็ว่าได้ จะเห็นได้ว่าพ่อแม่มักจะให้เด็กเล็กๆทานตับบดเป็นอาหาร อีกทั้งตับยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ตับปิ้ง ตับหวาน ใส่ในผัดผักต่างๆไม่ว่าจะเป็นผัดขิงใส่ตับไก่ เป็นต้น นอกจากนี้ในสุกี้ Mk ยังมีตับขายเลย เอาตับสดมาลวกในหม้อสุกี้เดือดๆให้พอสะดุ้ง หวานอย่าบอกใครเชียว อร่อยขนาดไหนก็ตุ๊กแกยังชอบกินตับเลย ... 5555

ส่วนประกอบส่วนใหญ่ของตับก็จะเป็นโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
นอกจากนี้ตับยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินเอ ช่วยสร้างและบำรุงรักษาผิวหนังและผนังเยื่อจมูก ช่องในลำไส้ ทำให้เนื้อเยื่อในตาแข็งแรง




วิตามิน บี 2 ทำให้ผิวมีสุขภาพดี สายตาดี มองเห็นได้ชัดในที่ที่มีแสงสว่างน้อย
วิตามิน บี 3 ทำให้ผิวหนัง ประสาท และลำไส้มีสุขภาพดี ระบบย่อยเป็นปกติ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิตามิน บี 5 ทำให้ร่างกายนำคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
วิตามิน บี 6 สร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ๆ ให้กับร่างกาย
วิตามิน บี 12 บำรุงประสาทให้แข็งแรง ทำให้สมองทำงานได้ดี ความจำดี และทำให้การสร้างเลือดเป็นปกติ

ที่สำคัญ ตับจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบหมุนเวียนเลือด ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกบิน (Hemoglobin) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดงที่ไว้ใช้จับกับออกซิเจนเพื่อให้ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ดังนั้นผู้ที่เสียเลือดมากเช่นผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน ก็ควรทานตับเพื่อช่วยเสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือดที่เสียไป

แต่ถึงแม้ตับจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากรับประทานมากไปก็ส่งผมเสียได้เช่นกัน อะไรที่มันเกินไปมักจะไม่ดีเสมอเนื่องจากตับเป็นส่วนที่กำจัดสารพิษ ซึ่งอาจจะมีสารพิษตกค้างได้บ้าง นอกจากนี้ ตับไก่ มีสารที่เรียกว่า อะมิโน-พาราเอ็ธฟีนอล (Amino-paraethenol) สารชนิดนี้มีฤทธิ์ต่อ หลอดเลือดแดงในสมองทำให้แข็งตัว ถ้ากินตับไก่มากเกินไป ก็อาจจะทำให้มีอาการของ โรคไมเกรน มีอาการปวดหัวข้างเดียวเป็นเวลานาน จนกระทั่งอาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาบอดข้างเดียวตามมาได้ รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดในสมองโรคความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีอาการปวดหัวข้างเดียวบ่อย ๆ ควรหลีกเลี่ยงการกินตับไก่ และผู้ป่วยที่เป็น thalassemia ที่ได้รับเลือดเป็นประจำไม่ควรกินตับเพราะทำให้เหล็กเกิน ไปสะสมในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ อาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้

ตับเป็นอาหารเพื่อสุขภาพมีประโยชน์ต่อร่างกาย พวกเรามากินตับกันเถอะ แต่ก็ควรปรุงให้สุกก่อนนะครับ ไม่งั้นอาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นปอบได้นะครับ หากบล๊อกและบทความนี้มีประโยชน์ ยังไงก็คอยติดตามบล๊อกสุขภาพของผมในตอนต่อไปด้วยนะครับ

อ่านต่อ..

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

อันตรายจากการใช้ยาแก้แพ้

หลังจากห่างหายไม่ได้เข้ามาอัพข่าวคราวเลยเนื่องจากติดภารกิจทางด้านการเรียนและกะลังเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ด้วย เวลาจะมาแตะคอมก็แทบไม่มี เวลาพักผ่อนก็น้อยลง ทำให้ผื่นลมพิษที่มักจะเป็นตอนที่ร่างกายอ่อนแอและอากาศเปลี่ยนแปลง รวมถึงน้ำมูกที่มักจะไหลเป็นประจำ (เป็นภูมิแพ้ ไม่ว่าทั้งแพ้ผุ่นและแพ้อากาศ) สิ่งที่จะช่วยระงับอาการเหล่านี้ได้ก็คือ ยาแก้แพ้

ยาแก้แพ้ จะเป็นยาที่มีสารจำพวก แอนตี้ฮีสตามีน (Antihistamine) โดยร่างกายของเราจะขับสารที่ชื่อว่า Histamine ขึ้นมาเมื่อได้รับสารหรือการระคายเคือง โดยสาร Histamine นี้จะทำให้เกิดอาการ บวม แดง และคันเป็นผดผื่นขึ้นมา

ยาแก้แพ้นี้เราสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ชนิดที่เราคงได้เจอบ่อยก้คงเป็นยาเม็ดเหลืองๆเล็กๆ หรือหลายๆคนเรียกว่ายาลดน้ำมูกนั่นเอง ซึ่งยาชนิดนี้ก็เป็นยาที่ผมมักจะกินเป็นประจำ


เมื่อไม่นานมานี้มีงานวิจัยหนึ่งระบุว่า กลุ่มผู้ใช้ยาต้านฮีสตามีน เมื่อใช้ยาเป็นระยะเวลานานๆจะส่งผลให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะยาต้านฮีสตามีนจะกระตุ้นฮีสตามีนชนิดตัวจับที่มีในร่างกายตามธรรมชาติ ซึ่งไอ้ตัวจับนี่แหล่ะมันมีอยู่ 2 ชนิดคือ ชนิด H1 จะอยู่ตามกล้ามเนื้อปกติ และแบบ H2 ซึ่งจะอยู่ตามเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งเวลายาต้านฮีสตามีนทำงานมันดันไปกระตุ้นตัวจับทั้ง 2 แบบ ซึ่งตัวจับแบบ H2 จะทำให้เกิดการเร่งการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เกิดการหลั่งน้ำย่อยบ่อยๆ จึงทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้นด้วย ดังนั้นผู้ใช้ยาเป็นเวลานานจึงมีแนวโน้มที่จะได้รับอาหารเกินความต้องการของร่างกาย อีกทั้งทำให้กระบวนการเผาผลาญไขมันทำงานไม่เต็มที่อีกด้วย




ผลข้างเคียงนี้ส่งผลทำให้เป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดโรคอ้วน และ เบาหวานได้ต่อไปได้ ดังนั้น อีกทั้งยาจำพวกยาแก้แพ้ยังทำให้เกิดอาการง่วง และ เพลียได้อีกด้วย ดังนั้นเวลาทานยาประเภทนี้แล้ว ไม่ควรทำงานใกล้เครื่องจักร หรือ ขับยานพาหนะ เพราะอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และเวลาทานยานี้จะทำให้เกิดอาการคอแห้งและเจ็บคอได้อีกด้วย

อีกทั้งการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข หากไม่อยากเสี่ยงกับผลข้างเคียงก็หาวิธีป้องกันทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรงเพื่อที่จะไม่เกิดภูมิแพ้ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ ทานอาหารที่มีประโยชน์รวมไปถึงกลุ่มวิตามิน C ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันอย่างเพียงพอในแต่ละวัน และพักผ่อนอย่างเพียงพอ
อ่านต่อ..

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ไขความลับคอลลาเจนที่ควรรู้ (2) : เทรนด์ฮิตคอลลาเจน

ไขความลับคอลลาเจนที่ควรรู้ (1) : คอลลาเจนคืออะไร
เครื่องสำอางค์กับคอลลาเจน
จากบทความที่แล้วเราก็ทราบไปแล้วว่าคอลลาเจนคืออะไร ด้วยคุณสมบัตินานัปการ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุกปัจจุบันทำให้สามารถสังเคราะห์คอลลาเจนจากสัตว์ได้แล้ว โดยมีคุณสมบัติคล้ายกับคอลลาเจนของคน โดยสามารถนำมาใช้ได้ในด้านต่างๆ


คอลลาเจนกับการแพทย์
 ปัจจุบันคอลลาเจนถูกนำมาใช้หลายจุดประสงค์ โดยเฉพาะการศัลยกรรมแผลและเสริมความงามโดยรูปแบบของการฉีด โดยแพทย์จะฉีดคอลลาเจนเพื่อเติมแผลให้เต็ม เช้นผู้ป่วยที่เกิดอุบัติเหตุ หรือแผลจากไฟไหม้ นอกจากนี้ยังใช้ในการทำผิวหนังเทียมเพื่อทดแทนผิวหนังแท้ที่สูญเสียไป หรือใช้ในการปกปิดแผล ส่วนในด้านเสริมความงามมักฉีดคอลลาเจนเพื่อแก้ไขส่วนที่ต้องการเช่น เพิ่มริมฝีปาก หรือแก้มอวบอิ่ม ลดริ้วรอย ตีนกา เป็นต้น




คอลลาเจนกับเครื่องสำอางค์
 คอลลาเจนเป็นสารที่อนุญาตให้ใช้ในเครื่องสำอางค์เพราะถือว่าปลอดภัย มักเป็นส่วนผสมในครีมบำรุงผิวและผม แป้งรองพื้น แต่เพียงช่วยปกปิดของร่างกายเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างของคอลลาเจนภายในได้ คอลลาเจนมีคุณสมบัติช่วยอุ้มน้ำ จึงช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื่น แต่คอลลาเจนในเครื่องสำอางค์มักมีโมเลกุลใหญ่จึงเคลือบได้เพียงภายนอกเท่านั้น ไม่สามารถซึมลงผิวหนังเพื่อลงมาทดแทน หรือกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนธรรมชาติได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น




คอลลาเจนกับอาหาร
คอลลาเจนที่ใช้ในอุตสาหากรรมอาหาร จะเป็นวุ้นๆที่เราเรียกว่าเจลาติน แต่ที่กำลังนิยมคือการนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยปัจจุบันในประเทศไทยจะพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผสมคอลลาเจนสังเคราะห์หลายชนิด ไม่ว่าคอลลาเจนผง คอลลาเจนเม็ด เครื่องดื่มคอลลาเจนเป็นต้น โดย อย.ได้อนุญาตให้ใส่คอลลาเจนลงในอาหารได้ แต่ไม่อนุญาติให้กล่าวอ้างสรรพคุณ เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ผลในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ชัดเจน!

คอลลาเจนเป็นสารที่คนเกิดแพ้ง่าย ดังนั้นเวลาใช้ควรจะศึกษาให้ดีและทำการทดสอบการแพ้ก่อนด้วย
เพื่อให้ได้รับประโยชน์และความคุ้มค่าต่อการใช้มากที่สุด

เครดิตข้อมูลจากหนังสือชีวจิต ฉบับวันที่ 1 ตุลาคมนะครับ


อ่านต่อ..

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ไขความลับคอลลาเจนที่ควรรู้ (1) : คอลลาเจนคืออะไร

ปัจจุบันนี้ เราเปิดทีวี หรือ อ่านหนังสือต่างๆ คงได้ยินสารตัวหนึ่งที่เรียกว่า คอลลาเจน แต่กลับมีคนไม่มากนักที่รู้ว่ามันคืออะไรและมีประโยชน์ต่อเรายังไง

คอลลาเจน กับ ผิวหนัง

โลกรู้จักโปรตีนเกี่ยวพันประเภทหนึ่งที่ต่อกันเป็นสายยาวและมีความเหนียวนุ่มยืดหยุนได้มานานแล้ว โดยรู้จักในชื่อว่า คลอลาเจน

ร่างกายของคนเราใช้โปรตีนเป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย แต่คลอลาเจนนั้นมีประโยชน์มากกว่านั้น

คอลลาเจนเป็นเส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบเฉพาะในสัตว์ โดยเฉพาะในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งส่วนประกอบสำคัญของผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น หลอดเลือด เส้นประสาท เส้นผม ขน และ ต่อมเหงื่อ โดยคอลลาเจนทำหน้าที่ร่วมกับเส้นใยอีลาสตินและกรดไฮยาลูโรนิกช่วยให้เนื้อเยื่อมีความแข็งแรง
ยึดติดอวัยวะภายในร่างกายให้อยู่ด้วยกันภายในชั้นผิวหนังแท้ ช่วยเสริมสร้างผิวหนังของร่างกายให้มีความแข็งแรงและเรียบตึง หากร่างกายขาดคอลลาเจนจะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง ตลอดจนส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆที่สัมพันธ์กับคอลลาเจน

โดยปกติคอลลาเจนจะถูกสังเคราะห์ได้เองภายในร่างกาย โดยใช้กรดอะมิโนที่ได้รับจากอาหาร โดยมีวิตามิน C เป็นตัวช่วย ดังนั้นหากได้รับโปรตีนและวิตามิน C ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ จะส่งผลให้การสังเคราะห์คลอลาเจนเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ และจะทำให้ร่างกายขาดคอลลาเจนได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ทำลายคอลลาเจนได้อีกด้วย




ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการทำลายคอลลาเจนก็ได้แก่

อายุ เป็นปัจจัยสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สังเกตุง่ายๆ คนแก่ผิวหนังมักจะเหี่ยวก็เกิดจากการขาดคอลลาเจนที่ผิวหนัง โดนเซล์ไฟโบรบลาสต์ที่ทำหน้าที่ผลิตคอลลาเจนจะเสื่อมไปตามอายุที่มากขึ้นทำให้สร้างคลอลาเจนน้อยลง ซึ่งสามารถป้องกันการเสื่อยมสภาพได้โดยการกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะโปรตีน และอาหารประเภทที่อุดมด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนต์ ออกกำลังกาย พักผ่อน และดื่มน้ำให้เพียงพอ

แสงแดด ทั้งรังสี UVA และ UVB โดยเฉพาะรังสี UVA ที่สามารถทะลุถึงชั้นผิวหนังแท้ได้จึงสามารถทำลายคอลลาเจน แล้วสร้างคอลลาเจนที่ผิดปกติออกมาจนทำให้เกิดริ้วรอยและตีนกาได้ นอกจากนี้เมื่อผิวได้รับรังสี UV ยังทำให้เกิดสารออกซิแดนต์ซึ่งเป็นตัวการทำลายคลอลาเจนอีกด้วย โดยเราสามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงแสงแดด หรือใช้ครีมปกป้องผิวจากแสงแดด

การสูบบุหรี่ นอกจากบุหรี่จะทำให้เกิดสารออกซิแดนต์แล้ว สารนิโคตินยังไปเพิ่มเอนไซม์แมทริกซ์เมทัลโลโปรตีเนส (matrix - metalloproteinase) ซึ่งไปรบกวนการสร้างคอลลาเจนและทำให้คอลลาเจนแตกตัวอีกด้วย คนที่สูบบุหรีจึงหน้าแก่กว่าวัย วิธีป้องกันก็คือ งดสูบบุหรี่นั้นเอง

อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคอลลาเจนเพิ่มเติมติดตามได้ในบทความหน้านะครับ
ไขความลับคอลลาเจนที่ควรรู้(2):ตามติดเทรนคอลลาเจนกับการแพทย์ ความงาม และ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ข้อมูลการเขียนจาก หนังสือชีวจิต ฉบับ 1 ตุลาคม 2553 ครับ

อ่านต่อ..

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

เมื่อเชื้อโรคดื้อยา ภัยเงียบในปัจจุบัน

การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับเชื้อโรค
วันก่อนได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้มีบทความเกี่ยวกับสถานการณ์ เกี่ยวกับวงการเชื้อโรคในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆคืบคลานมาใกล้ตัวเรามากขึ้นแต่หลายคนกลับไม่รู้ตัว

 เราใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคมานานพอสมควรแล้ว และสามารถใช้ได้เป็นอย่างดี แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เชื้อแบคทีเรียบางตัวได้มีการพัฒนาสามารถต่อต้านยาปฏิชีวนะต่างๆได้ สาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เชื้อโรคดื้อยามากขึ้นก็คือการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างผิดวิธี และการใช้มากจนเกินความจำเป็น

ยาปฏิชีวนะเป็นสารที่เอาไว้สำหรับกำจัดแบคทีเรีย โดยใช้วิธีการยับยั้งการเจริญเติบโต หรือตายไป แต่ตามธรรมชาติแล้วเชื้อโรคจะมีการขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงมักจะมีบางตัวที่ผ่าเหล่าผ่ากอสามารถรอดตายมาได้ และไอ้ที่ตัวที่รอดตายมาได้เนี่ยก็จะไปขยายพันธุ์ต่อทำให้ยาชนิดเดิมที่เคยใช้ ไม่สามารถฆ่ามันได้อีกต่อไป




โดยยาปฏิชีวนะที่มีเชื้อโรคดื้อยามากๆจนแทบรักษาไม่หายเนี่ย ก็มีหลายตัว ซึ่งเราก็มักจะได้จากแพทย์ประจำเช่น เพนิซิลิน อีริโธมัยซิน เตตราไซยคลิน อะม๊อกซี่ซีลิน(ยาตัวนี้ถ้าป่วยไม่สบายเจ็บคอเนี่ย จะได้จากหมอเป็นประจำ) เป็นต้น

อย่างเชื้อโรคอันตรายเช่น Steptococcus pneumoniae ที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบและปอดบวม ปกติสามารถใช้ยาปฏิชีวนะพื้นๆเช่น  เพนิซิลินและอิริโธมัยซินฆ่าได้อย่างสบายๆ แต่จากข้อมูล 10 ปีหลังมานี้พบเชื้อโรคดื้อยาเพิ่มขึ้น เพนิซิลินจากอัตราดื้อยา 47% เพื่มเป็น 61% และอิริโธมัยซินจาก 27% เป็น 54%

และนอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะชนิดอื่นๆก็มี%ที่เชื้อโรคดื้อยามากขึ้น แต่ในทางกลับกัน แนวโน้มของการคิดค้นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่กลับลดลง และมีตัวเลขยืนยันว่าพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกว่า50% ที่เชื้อโรคดื้อยาจนเสียชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อโรคในกลุ่ม Acinetobacter
ซึ่งมักจะเป็นสาเหตุในการเสียชีวิตเนื่องจากมักฉวยโอกาสติดเชื้อผ่านทางเครื่องช่วยหายใจของผู้ป่วย ICU และที่สำคัญเชื้อโรคดังกล่าวในปัจจุบันก็มีอาการดื้อยาที่ดีที่สุดในการรักษาอาการติดเชื้อในโรงพยาบาลแล้ว

ที่ผ่านมามนุษย์มุ่งที่จะหายาที่ดีที่สุดเพื่อเอาชนะเชื้อโรคโดยลืมคิดไปว่า เชื้อโรคก็เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับเรา ที่พร้อมจะต่อสู้ดิ้นรนและเอาชนะต่อยาที่เราคิดค้นขึ้น

และเหมือนในวันนี้ การต่อสู้ในเกมนี้เรากำลังจะแพ้ด้วย

ถึงเวลารึยังครับในการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง แทนที่จะมัวรอไปโรงพยาบาลเพื่อให้หมอรักษาเพียงอย่างเดียว


ที่มาข้อมูลตัวเลขมาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่29 กันยายน 2553 หน้า 5 นะครับ
อ่านต่อ..

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

โรคปากเบี้ยวผิดรูป หน้าอัมพาต โรคภัยใกล้ตัวกว่าที่คิด


โรคติดเชื้อไวรัสปลายประสาทคู่ที่ 7

เมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาที่ผ่านมา หลายๆคนคงได้ยินข่าวเรื่อง โอ-อนุชิต สพันธ์พงษ์ ดารานักแสดง ได้ป่วยเป็นโรคใบหน้าอัมพาท โรคปากเบี้ยวผิดรูป ไม่สามารถบังคับใบหน้าได้ ซึ่งโรคนี้สามารถเป็นกันได้ทุนคน ตอนแรกก็คิดว่าก็คงเป็นโรคที่ไกลตัวอยู่ดี ผมก็เลยไม่ค่อยได้สนใจ แต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้รับข่าวจากน้องในภาควิชา ว่ากำลังป่วยเป็นโรคนี้ ทำให้ผมต้องหันกลับมาสนใจโรคนี้อีกครั้ง เพราะว่ามันใกล้ตัวกว่าที่คิดไว้มาก!!



โรคปากเบี้ยวผิดรูป หรือ โรคติดเชื้อไวรัสปลายประสาทคู่ที่ 7 หรือ Bell palsy ไม่ใช่เป็นโรคที่ใหม่เลย เนื่องจากค้นพบตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โน่นแล้ว อาการของโรคนี้คือ กล้ามเนื้อบนใบหน้าจะอ่อนแรง ไม่สามารถบังคับส่วนต่างๆใบใบหน้าได้ ไม่สามารถยิ้ม หรือหลับตาได้สนิท โดยน้องที่เป็นโรคนี้ได้เล่าทั้งน้ำตาให้ฟังว่าแค่ดูดน้ำจากหลอดดูดก็ไม่สามารถทำได้




โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อ จำพวก Herpes simplex หรือไวรัสจำพวกเริม ไวรัสจำพวกนี้ทุกคนมักจะติดเชื้อทุกคนอยู่แล้ว แต่มันไม่แสดงอาการเพราะมันจะไปแอบซ่อนตามปมประสาทของเรา แต่เมื่อใดที่ร่างกายของเราอ่อนล้า อ่อนแอ อ่อนแรงเมื่อไหร่ ก็มักจะโผล่ออกมาอยู่เสมอ ซึ่งปลายประสาทคู่ที่ 7 เนี่ยมันก็เป็นส่วนที่อยู่ใกล้กับปมประสาทที่ไวรัสพวกนี้ชอบไปซ่อนอยู่ มันจึงเป็นเป้าหมายในการทำลายได้ง่ายๆ ซึ่งเมื่อประสาทส่วนนี้โดนรบกวน ก็จะอักเสบหรือเสื่อมสภาพเอา ทำให้เกิดอาการต่างๆอย่างที่กล่าวมา

โรคนี้ ไม่ใช่โรคที่อันตราย สามารถรักษาให้หายได้ หากเป็นในระยะแรกคือ ตัวเส้นประสาทยังไม่ถูกทำลายมาก ก็จะสามารถหายได้ในเวลาไม่นาน 1-2 เดือน โดยในรายที่หนักมากๆก็ประมาน 3-6 เดือนจึงจะหายเป็นปกติ

ในการรักษาคุณหมอมักจะให้ยาต้านไวรัส ร่วมกับ ยาบำรุงประสาท ซึ่งมักจะเป็นพวกวิตามิน B สำหรับยาต้านไวรัสมักจะมีอาการข้างเคียงคือ จะทำให้ปวดเมื่อยตามตัว วิงเวียนศีรษะ ตาพร่ามัว
ดังนั้น จึงเป็นโรคที่ผู้ป่วยต้องการกำลังใจในการรักษาด้วย

ส่วนวิธีป้องกันก็คือ พยายามทำให้ภูมิคุ้มกันของเราให้แข็งแรงโดยการ ทานอาหารให้ครบห้าหมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานพวกวิตามิน C และ B เพิ่มเพิ่มภูมิคุ้มกัน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

โรคนี้ถึงจะเป็นแล้วหายได้และอาการจะไม่ร้ายแรง แต่ก็คนที่เป็นจะทรมานมาก หากป้องกันได้ก็ควรป้องกัน รักษาสุขภาพเยอะๆ  ดูแลสุขภาพตัวเองดีๆ ก็จะสามารถช่วยให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้นะครับ
อ่านต่อ..

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

"นมอุ่น" เพื่อสุขภาพที่ดี

นม เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน และ แคลเซี่ยม เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีเราควรดื่มนมอย่างน้อยวันละหนึ่งแก้ว นอกจากนี้นมยังแบ่งได้อีก 2 แบบคือนมจากพืชและนมจากสัตว์ ซึ่งนมทั้งสองแหล่งก็มีคุณสมบัติในด้านคุณค่าสารอาหารแตกต่างกันบ้าง แต่ก็ยังมีประโยชน์ทั้งคู่อยู่ดี

มาดื่มนมกันเถอะ
เมื่อวันก่อนผมได้มีโอกาศอ่านหลังสือที่พูดถึงเรื่องพฤติกรรมการดื่มนม ว่าดื่มอย่างไรถึงจะได้คุณค่ามากที่สุด โดยได้มีการเสนอผลการวิจัยว่า การดื่มนมอุ่นๆ ประมาณ 37 องศาเซลเซียส หรือเท่ากับอุณหภูมิร่างกายของเราเอง จะมีผลดีมากที่สุด เนื่องจาก โปรตีนและแคลเซี่ยมจากนม จะสามารถแตกตัวได้ดีกว่า การดื่มนมเย็น นอกจากนี้ การดื่มนมอุ่นยังส่งผลช่วยในการขยายหลอดเลือดฝอย ส่งผลให้สารอาหารต่างๆที่ลำเลียงผ่านหลอดเลือดเดินทางไปได้ดีขึ้นอีกด้วย

นี่ก็เป็นเคล็ดลับง่ายๆในการดื่มนม ที่บางคนยังไม่รู้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การดื่มนมไม่ว่าจะเป็นนมร้อนหรือเย็นก็เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น เป็นหนทางการดูแลสุขภาพที่ดี อีกทั้งยังช่วยชะลอความแก่อีกด้วย

มาดื่มนม เพื่อคนที่คุณรักกันเถอะ

อ่านต่อ..

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ท่านั่งอันตราย ทำเข่าพัง

เข่า เป็นอวัยวะที่รับน้ำหนักตัวเรา คนที่แก่ตัวแล้วมักจะเจ็บออดๆแอดๆ ส่วนหนึ่งของร่างกายที่พังค่อนข้างเร็วก็คือเข่านี่เอง คนที่ไม่เคยเข่าพังก็คงไม่รู้ถึงความทรมาณ ทั้งเดินก็เจ็บ วิ่งก็เจ็บ เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกนี่แทบเป็นไปไม่ได้เลย

เข่าเสื่อม
ส่วนตัวผู้เขียนเอง เคยเข่าพังเนื่องจากการเล่นกีฬาประกอบกับ ช่วงนั้นใช้รองเท้ากีฬาที่ไม่ถูกประเภท ทำให้เจ็บเข่าไปเป็นครึ่งปีเลยทีเดียว มันเป็นอะไรที่ทรมาณอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

เข่าของเราประกอบไปด้วยหลายส่วนประกอบ ทั้งเส้นเอ็น ทั้งกระดูก กระดูกอ่อน และอะไรอีกสารพัด แต่ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งที่มักจะทำให้เราเจ็บปวดก็คือ กระดูกอ่อนที่เป็นวงแหวนที่อยู่ใต้หัวเข่า

กระดูกอ่อนส่วนนี้มักจะเป็นส่วนที่เสื่อมสภาพถ้าหากใช้การและดูแลรักษาไม่ดี เนื่องจากเป็นส่วนที่รองรับการเสียดสีของข้อต่อเข่า และเป็นส่วนที่ได้รับแรงกระแทกจากการวิ่ง เดิน และการกระโดด ดังนั้นเราจึงควรดูแลรักษาเข่าของเราให้ดีๆ วันนี้จะมาแนะนำท่านั่งอันตราย ซึ่งหากนั่งบ่อยๆเข่าเราจะพังเร็ว

1. ท่านั่งขัดสมาธิ
2. ท่านั่งยองยอง (ท่านั่งส้วมซึมนั่นแหล่ะ)
3. ท่าพับเพียบแบบ เก็บเท้า
4. ท่าเทพบุตร เทพธิดา

ท่าพวกนี้แหล่ะ ตัวการทำเข่าพัง ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการนั่งท่าเหล่านี้

และสำหรับผู้ที่เล่นกีฬาที่ต้องมีการกระแทกเช่น วิ่ง เทนนิส บาสเก็ตบอล เป็นต้น ควรเลือกใช้รองเท้ากีฬาที่มีคุณภาพซักนิด รองเท้าพวกนี้อาจจะมีราคาแพงไปบ้าง แต่เข่าของคุณมีแค่ 2 ข้างเท่านั้น ไม่มีอะไหล่มาเปลี่ยนแทนได้ด้วย รองเท้าพวกนี้จะช่วยยืดอายุของเข่าคุณได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งถ้าเทียบกันจริงๆ ราคารองเท้าที่มีคุณภาพ อาจจะถูกกว่าค่าผ่าตัดรักษาเข่ายามคุณแก่ตัว ก็ได้

อ่านต่อ..

วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วิธีการเลือกสปอร์ตบราสำหรับคุณผู้หญิง ให้ดีต่อสุขภาพ

ความจริงเรื่องนี้ผมก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญหรอกนะ แต่พอดีไปอ่านเจอมา เลยนำมาแนะนำให้คุณผู้หญิงที่ต้องการดูแลสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกาย แต่ยังไม่มีชุดแต่งกายที่พร้อม เลยขอนำทริปการเลือกสปอร์ตบราสำหรับคุณผู้หญิงมาฝาก เพื่อให้สาวๆได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องสริระร่างกาย
เลือกดีๆ มีชัยไปกว่าครึ่ง
1. ใส่สบาย ไม่อับชื้น ควรเลือกแบบที่สามารถระบายความชื้นจากเหงื่อได้เร็ว ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกแห้งสบายตัว เช่น ผ้า coolmax หรือ dri-fit ไม่ควรทำจากผ้าฝ้าย 100% เพราะอมเหงื่อมาก

2. เลือกขนาดให้พอดี เลือกใส่ตัวที่พอดี หากบรารัดเข้าเนื้อแสดงว่าคับไป จะทำให้อึดอัดออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ หากเนื้อผ้าย่นๆ แสดงว่าหลวมไป ซึ่งเวลาออกกำลังอาจจะทำให้ไม่มั่นใจได้ สปอร์ตบราที่ใส่พอดีคือตัวที่ใส่ไปแล้วเอานิ้วสอดได้ซัก 2 นิ้ว

3. ระวังตะเข็บ ควรเลือกสปอร์ตบราแบบไม่มีตะเข็บ หรือแบบซ่อนตะเข็บในเนื้อผ้าอีกที เพื่อป้องกันการเสียดสี

4. เลือกสายใหญ่ๆสำหรับคน Big Size เลือกตัวที่สายๆใหญ่ๆหน่อย จะได้สามารถพยุงทรงได้ดีขึ้น

5. ลองใส่แล้วออกกำลังกายนิดๆหน่อยๆดู ลองขยับซ้ายขยับขวา กระโดดเบาๆหรือวิ่งเหยาะๆดู สปอร์ตบราที่ดีจะต้องช่วยลดการกระเพื่อมของหน้าอก

6. รู้เวลาปลดระวาง สปอร์ตบราควรเปลี่ยนเมื่อซักไปแล้วประมาณ 72 ครั้ง ก็พอ

เมื่อได้บราคู่ใจแล้ว สาวๆก็เตรียมตัวออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจ เพื่อชะลอความแก่ และ ดูแลสุขภาพของตัวเอง

อ่านต่อ..

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

4 ข้อที่ควรหลีกเลี่ยงในการออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย เป็นการดูแลสุขภาพด้วยตนเองที่ดี เป็นผลดีต่อสุขภาพ และช่วยให้เราชะลอความแก่ได้ การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีก็ยิ่งจะทำให้เรามีสุขภาพดี วันนี้จะมานำเสนอ 4 ข้อที่ควรหลีกเลี่ยงในการออกกำลังกาย

ออกไปรับแดด รับลมซะมั่ง
1. ออกกำลังกายแต่ในยิม  การออกกำลังกายเพียงแต่ในยิมอย่างเดียว ก็ไม่ค่อยเป็นผลดีนัก เนื่องจากการออกกำลังกายต้องการอากาศที่บริสุทธิ์ ในโรงยิมที่ปิด หากมีการระบายอากาศที่ดีก็ดีไป แต่หากโรงยิมหรือในที่ร่มที่ไหนจัดการเรื่องระบายอากาศไม่ดี ก็เสี่ยงต่อเชื่อโรคจากเหงื่อไคลของใครต่อใคร ฟุ้งกระจายในอากาศ ทางที่ดีควรเปลี่ยนไปออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง รับแดด รับลมที่บริสุทธิ์ สวนสาธารณะใกล้ๆบ้าน ก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง

2. เอาแต่ออกกำลังกายหน้ากระจก คนที่ชอบออกกำลังกายหน้ากระจก จะมีข้อเสียคือจะมัวแต่พะวังถึงท่าทางตัวเองตอนออกกำลังกาย จะทำให้ออกกำลังกายได้อย่างไม่เต็มที่

3. หักโหมออกกำลังอย่างหนัก แม้ว่าจะต้องการเห็นผลของการออกกำลังกายอย่างรวดเร็ว แต่การที่หักโหมออกกำลังกายอย่างหนักนั้น นอกจากอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกายแล้ว ยังทำให้ร่างกายอ่อนแรง และจะทำให้ขี้เกียจ และเลิกล้มในการออกกำลังกายในวันต่อไป

4. มัวพะวงแต่กับตาชั่ง โอเคว่าตาชั่งเป็นตัววัดผลตัวหนึ่งของการออกกำลังกายของเราได้ แต่หากมัวแต่พะวงกับมันชั่งเช้า ชั่งเย็น ก็อาจจะทำให้เราเกิดการท้อแท้ ท้อใจได้ เอาเป็นว่านานๆดูครั้งก็พอ ไม่ต้องไปพะวงกับมันมาก

การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ควรที่จะทำอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่จะต้องการดุแลสุขภาพ และ ตั้งใจชะลอความแก่ แล้วเป็นหนุ่มสาวด้วยกันนานๆนะครับ
อ่านต่อ..

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ท่าไม้ตายในการลดความอ้วน - ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยลดความอ้วน

อย่างที่กล่าวๆมา โรคอ้วน ทำให้เราตายเร็ว แก่เร็ว ทำให้เราไม่ชะลอความแก่ หลายๆคนจึงไม่อยากอ้วน หรืออ้วนแต่พอลองไปออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารก็รู้สึกลำบากหรืออดใจไม่ไหว แต่เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์มากมายรวมถึง สถาบันลดความอ้วนมากมาย คราวนี้เราจะมาลองคุยกันเรื่องผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนกัน
ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนในปัจจุบันมีอยู่มากมายหลายชนิดอาจจะแบ่งตามประเภทได้ดังนี้

ทานแทนข้าวเลยดีมะ
1. จำพวกยาระบาย มีหลากหลายยี่ห้อ บางยี่ห้อผสมในโยเกิร์ต จำพวกนี้จะทำให้เราขับถ่ายได้สะดวก อาจจะช่วยในเรื่องการขัดล้างลำไส้ หรือเพิ่มแบคทีเรียที่ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากจะซื้อผลิตภัณฑ์จำพวกนี้ ไปซื้อผักผลไม้กินยังจะดีกว่า เนื่องจากผลิตภัณฑ์พวกนี้ไม่ได้มีส่วนที่จะช่วยให้เราลดปริมาณพลังงานที่ได้รับ และไม่ได้ช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น

2. จำพวกเพิ่มกากใยอาหาร พวกนี้มักจะเจออยู่ในกาแฟลดความอ้วน พวกนี้เวลากินไปจะทำให้หนักท้อง แต่ส่วนมากจะรู้สึกหิว เพราะเราทานอาหารเพื่อให้ได้สารอาหาร เมื่อได้สารอาหารไม่เพียงพอ ถึงแม้เราจะกินจนแน่นท้อง แต่สมองก็ยังสั่งให้เราหิวอยู่ดี ดังนั้นจึงแนะนำว่าหากทานผลิตภัณฑ์พวกนี้ ควรใช้เพื่อทำให้เราทานอาหารได้น้อยลง แต่ไม่ควรทานแต่ผลิตภัณฑ์จำพวกนี้อย่างเดียวเลยโดยไม่ทานอาหาร จะทำให้ขาดสารอาหารได้ สรุปคือผลิตภัณฑ์จำพวกนี้จะทำให้เราทานอาหารได้น้อยลง แต่ไม่ใช่ให้เราอิ่ม
3. จำพวกบล๊อกไขมันและคาร์โบไฮเดรต มักจะมีสารสกัดจากถั่วขาว ไขมันและคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารที่เรามักจะได้รับเกินปริมาณที่ต้องการแต่ละวันอยู่แล้ว และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อ้วนเลย ผลิตภัณฑ์จำพวกนี้ก็จะให้หลักการง่ายๆ คือไปยับยั้งกระบวนการการดูดซึม พอเราได้รับสารอาหารประเภทนี้น้อยลงก็จะทำให้ได้รับพลังงานน้อยลง ส่งผลให้ไม่มีพลังงานส่วนเกินสะสม ก็เลยทำให้อ้วนลดลงแม้จะยังรับประทานอาหารอย่างเดิมอยู่ แต่ข้อระวังของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือ มื้อไหนที่ไม่ได้กินอาหารที่มีสารอาหารที่บล๊อก ก็ไม่ต้องกินผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ เนื่องจากจะไม่มีประโยชน์และสิ้นเปลืองปล่าวๆ

5. จำพวกช่วยเผาผลาญไขมัน ผลิตภัณฑ์พวกนี้จะเป็นสารที่ให้ความร้อน จะมีสารสกัดพวกดอกคำฝอย เป็นต้น กินเข้าไปแล้วจะช่วยเร่งในการเผาไขมันในร่างกาย พวกนี้จะทำให้ช่วยกระชับสัดส่วน หรือลดส่วนที่เกินหรือยื่นออกมา หากใช้ควบคู่กับการออกกำลังกายจะดีมาก

6. จำพวกเป็ด!!!  จำพวกนี้มักมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง หรือมีสรรพคุณอย่างละนิดอย่างละหน่อยเท่านั้น ซึ่งอาจจะช่วยหรือไม่ช่วยอะไรเลยก็ได้

7. จำพวกยาลดความอ้วน ถ้าเป็นยาลดความอ้วน พวกนี้จะไปยุ่งเกี่ยวกับระบบประสาท เหมือนยาเสพติดที่จะไปกดประสาททำให้ไม่รู้สึกหิว แต่สารพวกนี้จะอันตรายมาก เมื่อหยุดใช้จะเกิด yoyo-effect และหากใช้ไปนานๆ นอกจากสุขภาพจะเสื่อมโทรมแล้ว ยังเป็นอันตรายถึงชีวิตอีกด้วย

จะเห็นว่าผลิตภันฑ์ลดความอ้วนมีอยู่มากมายหลายชนิด หากจะใช้ชนิดใดควรใช้ด้วยความเข้าใจ และต้องมีการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยถึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด และข้อสำคัญควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีการรับรองอย่างถูกต้องของ อย.  เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง
อ่านต่อ..

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เคล็ดลับง่ายๆ ในการลดความอ้วน - การควบคุมอาหาร

เมื่อคราวก่อนผมได้บอกไปแล้ว การออกกำลังกายอย่างหนักอย่างเดียวไม่สามารถลดความอ้วนได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ คราวนี้ผมจะบอกเคล็ดลับการลดความอ้วนอย่างง่ายๆ และมีประสิทธิ์ภาพจริง

พุง แต่ไม่ใช่พุงผมนะ
หลักสำคัญในการลดความอ้วน คือ พยายามให้ปริมาณพลังงานแคลลอรี่ที่ได้รับจากอาหารที่เรากินไป น้อยกว่า พลังงานแคลลอรี่ที่เราใช้ไป เพื่อไม่ให้ไปสะสมในร่างกาย

ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ การควบคุมอาหาร
เรื่องการควบคุมอาหารนั้นมีหลายหลักการมาก แต่หลักการที่ผมใช้คือ

- ทานหลายครั้ง แต่ครั้งละนิดละหน่อย คือไม่ทานมื้อใหญ่หนักๆเพียงมื้อเดียว

- ก่อนทานอาหารมื้อหลัก ให้ทานน้ำเปล่าก่อน 2 แก้ว อันนี้ผมได้ไปอ่านหัวข้อวิจัยหนึ่งที่เค้าพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถช่วยให้อิ่มเร็วขึ้นและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายด้วย แต่น้ำที่ดื่มไม่ควรเป็นน้ำเย็น ควรเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้อง
- ลดอาหารประเภทแป้ง และ ไขมัน อาหารประเภทแป้งนี้รวมไปถึงข้าวด้วย อาหารพวกนี้เป็นแหล่งพลังงานชั้นดี ซึ่งเป็นสารอาหารที่เรามักจะได้เกินเป็นประจำอยู่แล้ว

- เวลาการทานอาหาร ไม่ควรทานอาหารช่วงก่อนนอน หรือช่วงที่จะพักผ่อนแล้ว ท่าจะให้ดี ไม่ควรทานอาหารหลัง 18.00 น. หรือไม่ถ้าทนไม่ไหวจริงๆก็ควรรับประทานผลไม้ที่ให้แคลลอรี่ต่ำแต่หนักท้องเช่นแอปเปิ้ลเป็นต้น

- ห้ามอดอาหารเด็ดขาด เนื่องจากร่างกายจะคิดว่าเราจะอดตายแล้ว (โดยที่สมองมันไม่ได้สั่งการไปเอง) ร่างกายเราจะพยายามเก็บกักตุนอาหารไว้เพื่อไม่ให้อดตาย นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรากลับไปอ้วนอีกครั้ง

นี่เป็นเคล็ดลับง่ายๆในการควบคุมอาหารเพื่อลดความอ้วน โรคอ้วนเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ทำให้เราแก่ก่อนวัยอันควรด้วย หากต้องการชะลอความแก่ และ ดูแลสุขภาพให้ดี หรือแก่อย่างมีคุณภาพ ก็ควรหันมาดูแลสุขภาพของตัวเองกันมากๆนะครับ

คราวหน้าจะมาต่อกันเรื่องเทคนิคอื่นๆของการลดความอ้วนกันอีก
อ่านต่อ..

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จะออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อลดความอ้วนรึ อ่านนี่ก่อน

คราวก่อนได้ผมได้เคยเขียนข่าวไว้เกี่ยวกับผลวิจัยที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าการออกกำลังกายอย่างหนักส่งผลต่อการอายุวัฒนะ  นี่ก็อาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถชะลอความแก่ลงได้ในอนาคต แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ผมก็ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับผลของการออกกำลังกายอย่างหนักกับการลดความอ้วน

โรคอ้วน โรคยอดฮิตในปัจจุบัน
โรคอ้วนโรคยอดฮิตของคนสมัยนี้ เป็นแหล่งของโรคอื่นๆตามมาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหัวใจ และอื่นๆอีกมากมาย หากเราห่่างไกลจากโรคอ้วนได้ก็มีสิทธิ์ที่จะชะลอความแก่ และ มีอายุอืนนานยิ่งขึ้น

เมื่อก่อนผมเล่นกีฬาอย่างหนักถึงหนักมากกับการซ้อมบาสเพื่อเป็นนักกีฬาคณะ ส่งผลให้ตอนนั้นมีน้ำหนักตัวที่น้อยกว่าตอนนี้มากพอสมควรเหมือนกันแต่พอช่วงหนึ่งที่ไม่ได้เล่นบาสเลย น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วเมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสได้ไปตรวจสุขภาพ ผลการตรวจที่ได้คือ การเผาผลาญพลังงานไม่ดี ส่งผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น (จากประสบการณ์จะเห็นนักกีฬาที่เลิกเล่นกีฬาไปแล้วจะมีการสร้างหุ่นอาเสี่ยอย่างรวดเร็วหากขาดจากกีฬาไปเลย)

พอได้มามองหุ่นที่เริ่มเป็นอาเสี่ยของตัวเองแล้ว เลยคิดว่าคงต้องปฏิวัติตัวเองซะแล้ว ผมจึงเริ่มออกกำลังกายอีกครั้ง แต่คราวนี้ทำไมการลดน้ำหนักมันถึงไม่เป็นไปอย่างที่คิด เลยไปลองๆหาข้อมูล จนได้ไปเจอบทความเกี่ยวกับการออกกำลังกายกับการลดน้ำหนักว่า คนเราเมื่อทำการออกกำลังกายอย่างหนัก อย่างเช่นวิ่งมาราธอน ในตอนแรกร่างกายจะถูกใช้พลังงานกับกิจกรรมนั้นอย่างมาก แต่เมื่อพอเราทำกิจกรรมนั้นอย่างต่อเนื่องและประจำ ร่างกายเราจะทำการปรับตัวเพื่อให้ใช้พลังงานกับการทำกิจกรรมนั้้นลดลงเรื่อยๆ เมื่อเผาผลาญพลังงานน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้การออกกำลังกายอย่างหนักอย่างเดียวไม่สามารถที่จะทำให้การลดความอ้วนเป็นไปอย่างที่หวังไว้นัก จึงต้องมีหลักการปฏิบัติตัวและเคล็ดลับอื่นๆควบคู่ไปด้วยในการลดน้ำหนัก คราวหน้าผมจะมาบอกถึงเคล็ดลับนั้นๆ

อ่านต่อ..

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สุขภาพจิต กำลังใจ

จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
คำนี้เราอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมานานแล้ว ยกตัวอย่างง่ายๆก็ก็อย่างเช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรงเช่นมะเร็งเป็นต้น ในขณะที่ยังไม่ได้ตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งอย่างแน่ชัด ร่างกายก็อาจจะเจ็บป่วยบ้าง แต่บางคนพอได้รับการตรวจปั๊บ อาการกลับทรุดหนักอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะว่าหมดกำลังใจ ท้อแท้สิ้นหวังกับชีวิต ทั้งๆที่ยังมีลมหายใจ

แต่ก็ยังมีอีกหลายๆคน ที่สามารถปรับจิตใจ และสามารถต่อสู้กับโรคร้ายได้ เช่น Lnce Amstrong นักปั่นจักรยานชาวอเมริกัน ที่สามารถเอาชนะโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่ลามไปยังสมองและปอดของเค้า
และยังสามารถ กลับมาแข่งขัน การแข่งจักรยานบนถนนรายการที่ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง Tour de France ได้ ซึ่ง การที่จะรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งนั้น จำเป็นต้องมีพลังใจหรือกำลังใจอย่างใหญ่ยิ่งทีเดียว

วันนี้เลยขอนำเสนอวีดีโอดีๆที่น่าจะเป็นกำลังใจให้กับหลายๆคนที่กำลังมีปัญหาอะไรก็ตามในตอนนี้



ชายคนนี้ชื่อ Nick Vujicic เกิดมาก็ไม่มีแขนไม่มีขาเหมือนคนธรรมดาเขา แต่เขาก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และไม่เคยที่จะคิดท้อแท้ หรือย่อท้อต่อชีวิตเลย

คำตอบของทุกอย่างอยู่ที่ใจครับ หวังว่าวีดีโอนี้จะเป็นกำลังใจให้ทุกคนเพื่อเอาชนะฝันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้ต่อไป อ่านต่อ..